หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกละครออนไลน์ | ละครออนไลน์
ละครออนไลน์ แค้นเสน่หา

แค้นเสน่หา ตอนที่ 4

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 กรกฎาคม 2556 13:57 น.
หน้าที่แล้ว
1 | 2 | 3 | 4
หน้าถัดไป
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
แค้นเสน่หา ตอนที่ 4

แค้นเสน่หา ตอนที่ 4

แค้นเสน่หา ตอนที่ 4

แค้นเสน่หา ตอนที่ 4

แค้นเสน่หา ตอนที่ 4 (ต่อ)
       
       ไม่นานหลังจากนั้น จันทร์กำลังใส่บาตรพระ 4 รูป ทุกคนมองด้วยความชื่นชมยินดี พจน์เหมือนมีความเสียดายพุ่งเข้ามาในอก ยอดอยู่ห่างไป มองจันทร์แล้วยิ้มตื้นตัน ยอดเหลียวไปสบตากับฉัตต์ซึ่งจับจ้องเขม็งอยู่แล้ว จนยอดหลบตาวูบอย่างเร็ว
        
       ฉัตต์ยิ้มเยาะในสีหน้า แล้วเบนสายตามาที่รุ้ง วาดหน้าดุเข้มมองรุ้ง อยู่อย่างนั้น
       เวลาต่อมาในห้องโถงใหญ่ จันทร์ยกมาลัยดอกพุดที่ร้อยเตรียมมาให้คุณหญิงเพ็ง รุ้งมอบตาม 2 แม่ลูกกราบแทบเท้าประมุขบ้านปัณณธร คุณหญิงเทน้ำอบไทยลงบนหัวจันทร์และรุ้ง เป็นการรับขวัญ
       “ขอให้อายุมั่นขวัญยืนอยู่ด้วยกันไปนานๆ”
       จันทร์ กับรุ้งกราบอีกที แล้วหันไปไหว้พจน์ จริมาอ้าแขนกอดรุ้ง หัวเราะปากกว้าง ตื้นตันสุดๆ
       “เราเป็นพี่น้องกันแล้วนะตัวเล็ก นะจันทร์” จริมาเสียงระรื่น
       คุณหญิงย่าบอก “น้าจันทร์”
       จริมาเหลียวมาหน้าฉงน “คะ?”
       “เรียกน้าจันทร์อย่างที่ย่าบอก”
       จริมา หันมาทางจันทร์ สีหน้าเปล่งประกายความรัก
       “น้าจันทร์”
       จันทร์ สวมกอดจริมาแนบแน่น
       “ตัวเล็ก”
       “คุณริมา” รุ้งเรียกตอบ
       จริมาบอก “ริมาเฉยๆ”
       “คุณริมา”
       “เอ๊ะ บอกให้เรียกริมาเฉยๆ”
       “คุณริมา” รุ้งยืนยันในน้ำเสียง ด้วยสีหน้ามุ่งมั่น
       “เฮ้อ...ยอมแพ้ คนอะไร ....ดื้อจริ๊ง” จริมายอมให้
       ทุกคนหัวเราะกันไปตามๆกัน
       ย่อมแน่ว่ามีเพียงฉัตต์ ยืนหน้าบึ้งจัดอยู่คนเดียว
       “แต่... ที่โรงเรียนต้องเรียกริมาเฉยๆ จำไว้..อย่าลืมเป็นอันขาด” จริมาบอกเสียงใส
       
       วันรุ่งขึ้น โรงเรียนเปิดเรียนวันแรก จันทร์พาจริมาและรุ้งเดินเข้าในโรงเรียน ผู้ปกครองคนอื่นๆ ล้วนเป็นคนชั้นสูง มาส่งลูกหลาน ส่งเสร็จล่ำลากันแล้วผู้ปกครองเดินกลับ
       รถอีกคันแล่นมาจอด คนขับรถมาเปิดประตู ทอแสงรัศมีซึ่งเติบโตเป็นสาวก้าวลงจากรถ ลา หม่อมเจ้าอัปสราภา หรือ ท่านหญิงเล็ก ที่ยังนั่งในรถ ท่าทางสง่างาม
       “หญิงทอแสง วันนี้จะกลับเย็นมั้ยลูก”
       “ท่านแม่ให้บันลือมาคอยหญิงตามเวลา หญิงอาจจะเร็วหรืออาจจะช้าก็ได้ค่ะ” ทอแสงรัศมีว่า
       “บอกเวลาตรงๆ ไม่ได้รึ บันลือเขาต้องไปรับท่านพ่อ...” ท่านหญิงเล็กถาม
       “หญิงทูลไม่ได้เพราะหญิงไม่ทราบ”
       “ก็ลองกะๆ เอาสิว่า...”
       “หญิงไม่ทราบจะกะยังไงค่ะ”
       ทอแสงรัศมีเดินไปอย่างสง่างาม ท่านหญิงปวดหัวมองตามอย่างปลดปลด จันทร์ซึ่งส่งสองสาวเรียบร้อยเดินก้มหน้าก้มตาออกมา
       ท่านหญิงเล็กขมวดคิ้วนิดหนึ่ง
       จันทร์เองก็ใจหายวาบ ด้วยเห็นเต็มๆ แต่ทำกิริยากลบเกลื่อนอย่างรวดเร็ว เดินไปอย่างปกติ
       
       วันนั้น ยอดพายเรือไปตามลำคลองเรื่อยๆ อดีตหม่อมบุหลันเอ่ยขึ้น
       “ท่านหญิงเล็ก กับคุณหญิงลูกท่าน อายุคงเท่าๆ กับรุ้ง เพราะตอนนั้นท่านท้องซักหกเจ็ดเดือนแล้ว ฉันตกใจมาก แต่ท่านอาจจะจำฉันไม่ได้”
       ยอดพายเรือมาถึงท่าน้ำ จันทร์นั่งชะเง้อมอง ทว่าบริเวณวังรังสิยาเงียบสงบ
       “ไม่เห็นใครเลย ยอด”
       “นั่น...มีคนเดินมาครับหม่อม”
       จันทร์หันข้างให้ แล้วชำเลืองมอง “พิกุลใช่มั้ยนั่น มาขัดท่าน้ำ… ยังทำเหมือนเดิมสิบกว่าปีแล้ว”
       “ผมเห็นคุณชายหลายครั้ง” ยอดบอก
       จันทร์หน้าหมองลง
       “แปลกนะ ฉันก็มาหลายครั้งแล้ว ไม่เคยเห็นลูกชายเลย”
       “หม่อมครับ” ยอดเอ่ยถามขึ้น ขณะเริ่มพายเรือกลับ “หม่อมจะ...เอ้อ กับคุณพจน์”
       “ไม่ใช่หรอกยอด คุณพจน์เธอยังรักคุณราตรี ท่านไม่ให้ใครไปแทนหรอก ตัวฉันชีวิตทุกข์ยากยังไง ฉันก็จะไม่ยอมได้ชื่อว่ามีสองผัว” อดีตหม่อมตกยากสบตายอดเต็มแรงขณะบอก “ฉันอายลูก”
       “หม่อมไปหาท่านชายสิครับ”
       จันทร์หัวเราะแค่นๆ “ยอดคิดว่าคนฆ่าฉันเขาจะปล่อยให้ฉันรอดตายเป็นครั้งที่สองเหรอ”
       เรือแล่นเรือยไปตามสายน้ำกลับบ้านปัณณธร
       “ฉันคิดถึงท่านเสมอ ทุกวันทุกคืน แต่ชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้พบท่านอีกแล้ว สงสารแต่ลูกจะได้เห็นพักตร์ท่านพ่อมั้ยในชีวิตนี้”
       “ต้องเห็นสิครับ คุณหญิงโตขึ้นต้องพบกันสักวัน” ยอดปลอบใจ
       สีหน้าจันทร์เศร้านิ่งคิด แล้วสักครู่ก็พยักหน้ากับยอด
       “กลับเถอะยอด ฉันต้องจัดของว่างให้คุณหญิง”
       
       ไม่นานนัก จันทร์เดินเร็วๆ เข้ามา ถือถาดใส่เครื่องดื่มและขนมของคุณหญิง
       “คุณจันทร์คะ ไปไหนมา” ละเมียดทักถาม
       “พี่เมียด เรียกฉันว่าไงนะคะ”
       “คุณหญิงท่านสั่ง ฉันเองก็คิดไว้แล้ว”
       “แต่ฉันไม่ยอมหรอกค่ะ”
       “อย่าขัดเลยคุณจันทร์ ไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนไปหรอก ฉันรักคุณจันทร์ยังไงก็ยังงั้น คุณจันทร์รักฉันยังไงก็ยังงั้นเหมือนกันใช่มั้ย”
       จันทร์พยักหน้าช้าๆ ยกมือไหว้ละเมียด “ขอบคุณค่ะ”
       “คุณหญิงให้หาคุณจันทร์ว่าจะให้ไปงานสวดศพกับท่าน”
       “ศพใครหรือพี่เมียด” จันทร์แปลกใจ
       
       จันทร์กำลังจะวางถาดจัดของว่าง คุณหญิงเพ็งเอ่ยขึ้น
       “ท่านชายรังสิโยภาส ท่านสิ้นแล้ว”
       จันทร์ตะลึง มือสั่น จนถ้วยชาสั่นดังกริ๊กๆ
       คุณหญิงไม่ทันเห็นจันทร์ กำลังหยิบเครื่องเพชรจากกล่อง
       “ไปเป็นเพื่อนแม่หน่อยนะลูก”
       
       จันทร์กลับเข้าห้อง ร้องไห้แทบจะขาดใจ ร้องๆๆ แล้วซบหน้าลง ใบหน้ายังเศร้าหมองอยู่มาก มือจันทร์ถือสายสร้อยล็อกเก็ตของรุ้งที่ท่านชายให้ไว้ พึมพำเบาๆ
       “แม่จะเก็บชีวิตคุณหญิงวิมลโพยมไว้ในนี้นะลูก”
       
       จันทร์เอาสร้อยใส่หีบปิดลงอย่างแรง เหมือนจะเอาเสียงนั้นช่วยตัดสินใจ
ภายในห้องโถงใหญ่วังรังสิยา พระศพหม่อมเจ้ารังสิโยภาสถูกบรรจุในพระโกศ มี สาลี่ พิกุล และผ่อง กำลังช่วยกันเปลี่ยนดอกไม้ ซึ่งเป็นดอกซ่อนกลิ่นหน้าพระโกศนั้นอยู่
       
       ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสนั่งคุยกับท่านหญิงเล็กเสียงเบาๆ เหมือนปรารภกัน
       “หญิงทอแสงนี้เหมือนใครไม่ทราบทั้งดื้อ ทั้งรั้น เอาแต่ใจตัวเองเป็นที่สุด”
       “อยู่ที่เลี้ยงนะหญิงเล็ก ท่านพ่อตามใจเหลือเกินนี่”
       “ไม่เหมือนชายเดียว คงเหมือนแม่นะ...หงิมๆ”
       ท่านหญิงแขไขเงยหน้าเหลียวขวับมา “เธอหมายถึงใคร” น้ำเสียงตวัด
       “หมายถึงแม่บุหลันนั่นแหละค่ะพี่หญิง แหม...หญิงจะหมายถึงพี่หญิงได้ยังไงล่ะคะ”
       “หญิงเล็ก... เธอหยุดพูดให้คนเสียใจซักวันได้มั้ย”
       ท่านหญิงเล็กไม่สะเทือน เพราะนิสัยเป็นอย่างนี้มานาน โดนว่ามาแล้วก็หลายหน หัวเราะขำๆ
       “แหม...หญิงพูดจริงมั้ยละคะ เออ พูดถึงอีนังหม่อมบุหลัน เมื่อเช้าหญิงเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง เมื้อน..เหมือนมัน” ท้ายประโยคเสียงเบาลงเป็นกระซิบ
       ท่านหญิงตาโต “จริงเหรอ เห็นที่ไหน”
       “แต่ไม่ใช่มันหรอกค่ะ พี่หญิง คนนี้เขาสวยกว่า ท่าทางเป็นผู้ดีกว่ามัน”
       “มันก็ท่าทางดี ท่านชายสอนไว้จนมันดูดีทีเดียว” ท่านหญิงแขไขพูดเรื่อยๆ ไม่มีอารมณ์ขึ้งโกรธแต่อย่างใด
       “ไม่ใช่หรอกค่ะ มันไปส่งลูกสาวที่โรงเรียนมารถคันโก้เชียว มีคนขับแต่งเครื่องแบบเรียบร้อย”
       
       ฉาก 15 วังรังสิยา งานศพ กลางคืน หน้าวัง
       ตัวละคร ท่านหญิงแขไข จันทร์ พจน์ คุณหญิงเพ็ง แนบ หญิงเล็ก ท่านชายวรจักร
       แขกเหรื่อทั้งหลาย หม่อมป้า
       ระหว่างนั้น รถยนต์หรูคันหนึ่งแล่นเข้ามา ท่านหญิงพรรณพิไล หรือ ท่านหญิงปั้น ก้าวลงมาทักทาย ท่านหญิงแขไขที่ยืนรอรับแขกกับท่านหญิงเล็กและท่านชายวรจักรสามีท่านหญิงเล็ก ท่านหญิงแขไข หญิงเล็ก ชายวรจักรบังคมนอบน้อม
       รถอีกคันแล่นเข้ามา แนบรีบลงมามาเปิดประตูด้านหลังพจน์เปิดลงมาด้านหน้า คุณหญิงเพ็งลงมาก่อนมีจันทร์ตามลงมา
       “หญิงแขไข เสียใจด้วยนะน้อง” ท่านหญิงปั้นเอ่ยขึ้น
       “ขอบทัยคะพี่หญิง”
       ท่านหญิงเล็กเรียกให้มองไป “พี่หญิงคะ”
       “อ๋อ...คุณหญิงปัณณธร คุณย่าพ่อฉัตต์ เพื่อนชายเดียว คุณพจน์ลูกชายเป็นผู้พิพากษา อีกคน” เสียงท่านหญิงสะดุดเล็กน้อย เพราะแสงไฟพรางสายตา “พี่ไม่แน่ใจ อาจเป็นภรรยาใหม่คุณพจน์กระมัง”
       ท่านหญิงพูดจบเดินเข้าไปหาคุณหญิงเพ็ง
       ท่านชายวรจักรฉงน “ภรรยาใหม่คุณพจน์หรือ ไม่เคยได้ยินข่าวว่าคุณพจน์แต่งงานใหม่นะ”
       “เอ... หญิงพบผู้หญิงคนนี้นะคะ...เมื่อเช้านี้ ขอไปดูใกล้ๆ หน่อย ไม่แน่ใจ”
       คุณหญิงเพ็งไหว้ทัก และท่านหญิงแขไขไหว้รับในเวลาเดียวกัน
       “รู้ข่าว ใจหายเพคะ ท่านหญิง”
       “ท่านชายประชวรอยู่นาน”
       “ค่ะ ดิฉันได้ยินอย่างนั้นเหมือนกัน ทรงคิดว่าถึงเวลาของท่านนะเพคะ”
       ขณะสองคนคุยกัน จันทร์ค่อยๆ แอบชำเลืองดู สายตาเศร้าหมองลึกๆ
       คุณหญิงเพ็งเหลียวมองหาจันทร์ “จันทร์ มาสิลูก”
       จันทร์เดินออกมาถือพานใส่มาลัยมาพวงหนึ่ง ร้อยด้วยดอกพุด สวยงามมาก ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสตกตะลึง จ้องเขม็ง
       “จันทร์...บังคมท่านหญิงสิลูก ท่านหญิงแขไข ท่านหญิงเล็ก นี่ด้วย ท่านหญิงปั้น พระนามท่าน ท่านหญิงพรรณพิไล นั่นท่านชายวรจักร ลูกสาวหม่อมฉัน ชื่อจันทร์เพคะ”
       ท่านหญิงแขไขกับท่านหญิงเล็กรับไหว้จันทร์ ครึ่งอก แบบผู้ใหญ่รับไหว้ผู้น้อย ทั้งสองจดสายตาจับผิด
       “มาลัยสวยเหลือเกิน อุ้ย..ดอกพุดด้วยค่ะพี่หญิง” ท่านหญิงเล็กทัก
       “ท่านชายโปรดดอกพุด..เหมือนรู้เลยนะคะคุณหญิง” ท่านหญิงแขไขว่า
       “เนี่ยค่ะลูกสาวเขาเป็นคนร้อย” คุณหญิงเพ็งบอก
       “ไม่ทราบว่าคุณหญิงมีลูกสาว คิดว่ามีคุณพจน์คนเดียว” ท่านหญิงแขไขพูดเป็นเชิงถาม
       ท่านหญิงเล็กรีบเสริม “ฉันก็ทราบว่าอย่างนั้น”
       รวมทั้งท่านหญิงปั้น “นั่นสิ ฉันรู้จักนะ เจ้าคุณปัณณธร ก็เคยได้ยิน แต่คุณพจน์เป็นลูกชายคนเดียว”
       พจน์สังเกตเห็นสายตาท่านหญิงแขไขผิดปกติไป “น้องสาวกระหม่อมออกเรือนไปนานแล้ว สามีเสียก็เลยพาลูกสาวมาอยู่กับกระหม่อมและคุณแม่”
       “อ๋อ มีลูกสาว” ท่านหญิงพูดกับจันทร์โดยตรง ทอดเสียงนุ่มนวล “โตแค่ไหนแล้ว”
       “สิบหกมังคะ”
       
       จันทร์เงยหน้ามองพระรูปท่านชายรังสิโยภาส ที่ราวกับกำลังทอดสายตามองอย่างเมตตา กลั้นน้ำตาจนปวดกระบอกตาไปหมด น้ำตาขึ้นมาคลอเต็มตา จันทร์ก้มลงกราบช้าๆ คิดถึงคำพูดท่านชาย ประโยคแล้วประโยคเล่า
       “บุหลันเจ้าช่างน่ารักเหลือเกิน”
       “บุหลัน จริงหรือ เจ้าจะมีลูกให้ฉันรึเนี่ย ฉันดีใจเหลือเกิน”
       “ลูกของเจ้า ถ้าเป็นผู้ชายให้ชื่อ คุณชายศักศินา ถ้าเป็นผู้หญิงให้ชื่อ คุณหญิงวิมลโพยม”
       “ไม่ต้องกลัวว่ามีลูกแล้วฉันจะไม่รักเจ้า ฉันรักเจ้าเสมอ..บุหลัน”
       จันทร์เงยหน้าขึ้น น้ำตาหยดพอดี จันทร์ปาดอย่างเร็ว กลัวคนเห็น เหลือบมองดูว่ามีใครมองรึเปล่า สบตากับพจน์เต็มแรง พจน์นึกสงสัยมองอยู่ จันทร์ก้มหน้า รีบหันไปประคองคุณหญิงเพ็งให้ลุกขึ้น
       ตรงที่นั่งของแขก ท่านหญิงแขไขนั่งกับหญิงเล็ก มีคนมาไหว้ 2-3 คน
       “คนนี้แหละที่หญิงเล่าให้พี่หญิงฟัง” ท่านหญิงเล็กกระซิบ
       “ใช่ เหมือนมาก” ท่านหญิงกระซิบตอบ
       “เหมือนกันอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ต้องเชื่อเพราะแม่..พี่ชายเห็นอยู่ทนโท่”
       “มีอะไรที่น่าสังเกตหลายอย่าง ชื่อเขาจันทร์ ความหมายเหมือนชื่อบุหลัน ข้อสอง เขาร้อยมาลัยดอกพุดที่ร้อยยากกว่าดอกมะลิ”
       “หญิงเห็นแล้ว ฝีมือชาววังเชียวนะคะ”
       “ใช่ นั่นมันฝีมือบุหลัน ข้อสาม เขาพูดกับเรา “มังคะ” ไม่ใช่ “เพคะ” แบบคนทั่วๆไปพูดกัน”
       “แบบพวกลิเกพูด”
       “ใช่ แต่เขาพูดแบบชาววังแท้ๆ คุณหญิงยังพูดเพคะเลยได้ยินไหม” ท่านหญิงแขไขจับผิดละเอียดยิบ
       “ค่ะ ได้ยิน พี่หญิงว่าใช่หรือคะ”
       “จะไม่ใช่ตรงที่เขามีลูกสาว” ท่านหญิงว่า
       “มันอาจจะแต่งงานใหม่”
       “ลูกเขาอายุ 17 ขวบเท่ากับชายเดียว”
       ท่านหญิงปั้นเอนตัวมากระซิบ “อย่าเพิ่งเถียงกัน พระมาถึงแล้ว”
       
       ท่านหญิงแขไขเจิดจรัส มองจันทร์ด้วยสีหน้าคลางแคลงใจ
หลังสวดพระศพเสร็จแล้ว บรรดาผู้คนที่มางานพระศพ กำลังล่ำลาท่านหญิงแขไข ท่านหญิงเล็ก ท่านหญิงปั้น ท่านชายวรจักร อยู่ตรงหน้าตำหนักกันทั้งหมด หญิงทอแสงรัศมี และหญิงลักษณ์ก็อยู่ด้วย
       
       คุณหญิงเพ็งเดินนำออกมาก่อน พจน์ จันทร์ เดินตาม
       พจน์กระซิบถามจันทร์ เสียงเบาๆ “พี่เห็นน้องมองหาใครตลอดเวลา...ใครหรือ”
       “คุณพี่เห็นหรือคะ ดิฉันไม่น่าเสียมารยาท”
       “ไม่...น้องไม่ได้ทำชัดเจน แต่พี่อยู่ใกล้น้องจึงมองเห็น”
       “ขอโทษค่ะ” จันทร์นิ่งไปสีหน้าสะเทือนใจ
       “ไม่เป็นไร เราเข้าไปลาท่านหญิงเถิด”
       ตอนนั้นคุณหญิงเพ็งกำลังล่ำลาอยู่กับท่านหญิงแขไขแล้ว พจน์พาจันทร์เข้าไปหาท่านหญิงปั้นก่อน
       “ขอบใจนะคะ” ท่านหญิงปั้นหันไปพูดกับคนอื่น “สวดอีก 6 วัน แล้วบรรจุ เก็บ 100 วันถึงเผา”
       “กระหม่อม” แขกชายไหว้นอบน้อม “ทูลลา”
       “หม่อมฉันได้กล้วยไม้งามๆ จะส่งไปถวายที่วังนะคะ” ภรรยาแขกผู้ชายบอก
       “ขอบใจค่ะคุณหญิง”
       แขกคู่นั้นเดินไป ท่านหญิงปั้นหันมาทางพจน์ พจน์และจันทร์ ไหว้ลา
       “ขอบใจนะคุณพจน์ คุณจันทร์”
       สองคนไหว้อย่างงาม แล้วเดินไปที่ท่านหญิงแขไข
       “ท่านชายทรงสบายแล้ว” คุณหญิงเพ็งเอ่ยขึ้น
       “ฉันก็คิดอย่างนั้นค่ะคุณหญิง”
       “ทรงระวังพระสุขภาพด้วยนะเพคะ”
       “ขอบคุณค่ะ” ท่านหญิงแขไขหันไปเห็นพจน์กับจันทร์
       “ขอบใจคุณพจน์ คุณจันทร์”
       “กระหม่อมเห็นท่านหญิงทรงเข้มแข็ง...ทรงปลงได้...ดีกระหม่อม” พจน์ว่า
       “ขอบใจ” ท่านหญิงสีหน้าหมอง แต่เป็นเจ้าจะไม่พูดเรื่องตัวเองยาวไป “เสียดายลูกชายไม่อยู่คุณจันทร์คงอยากเห็น”
       จันทร์สะดุ้งนิดๆ แต่พยายามทำหน้าปกติ
       “มังคะ อยากเห็นมังคะ” จันทร์ยิ้มอ่อนโยน
       ท่านหญิงมองจันทร์ ที่ก้มหน้าพลางพูดต่อ “ลูกชายฉันอายุ 17 แล้ว น่ารักมาก” สายตาขณะพูดเพ่งมองจันทร์ตลอดเวลา “พ่อแม่ทุกคนอิจฉาฉันที่มีลูกชายดีแสนดี”
       จันทร์ปรับสีหน้าจนเป็นปกติ ยิ้มรับปกติ
       “พี่หญิงโชคดีมากที่มีลูกชายได้ดังใจทุกอย่างทั้งๆ ที่เป็นลูกชายคนเดียวแต่อยู่ในโอวาทและก็...รักท่านแม่เหลือเกิน” ท่านหญิงเล็กพูดจะเป็นปกติ เสียงธรรมดาๆ แต่ลอบมองหน้าจันทร์เช่นกัน
       “หม่อมฉันยินดีด้วยนะเพคะท่าน”
       จันทร์พูดจบทูลลาไหว้เสร็จออกมา สองคนเดินออกมา พจน์มองจันทร์อย่างเป็นห่วง จันทร์เห็นสายตาพจน์
       “ท่านหญิงรับสั่งแปลกๆ กับน้องคนเดียว มีอะไรหรือ”
       “ไม่ค่ะ ไม่มีอะไร”
       
       ส่วนท่านหญิงเดินมาตามทาง ผ่องคอยตาม
       “บอกสนหรือยังว่าพรุ่งนี้ไปรับชายเดียวที่โรงเรียน”
       “บอกแล้วมังคะ”
       “ไม่ต้องไปตั้งแต่เช้า ให้เขาเรียนหนังสืออีกวัน โรงเรียนเลิกค่อยไปรับ”
       “มังคะ...เหวยมั้ยมังคะ”
       “ชาสักแก้วก็ดี”
       
       ที่ตำหนักชั้นล่าง คืนนั้น ผ่องวางถ้วยน้ำชาถวายท่านหญิงแขไขที่สวมชุดเดิม นั่งเก้าอี้ สีหน้าครุ่นคิด
       “ชามังคะ”
       “ขอบใจ ผ่องไปนอนเถอะ เดี๋ยวฉันขึ้นข้างบนเอง”
       “มังคะ”
       ท่านหญิงนั่งหน้าเครียดจัด ครุ่นคิดตรึกตรอง เงาๆหนึ่งผ่านแวบไป ท่านหญิงชำเลืองมองแวบหนึ่ง
       “ถ้าใช่มัน มันก็โชคดี” เสียงนางเฟืองดังขึ้น
       ท่านหญิงเหลียวขวับมาดู นัยน์ตาเป็นคำถาม
       “ชีวิตเดียว...ได้ตายสองหน” เสียงนางเฟืองตอบ
       ท่านหญิงมองนิ่งๆ อยู่อึดใจหนึ่ง “ถ้าใช่เขาจริง อย่าทำอะไรเขาเป็นอันขาด เพราะเขายังไม่ตายก็เท่ากับเฟืองยังไม่ได้ทำบาป”
       เสียงเลื่อนอะไรบางอย่างแรงๆ หรืออะไรสักอย่างตกพื้น อย่างไม่พอใจ
       ท่านหญิงเหลียวไปทางอื่น พูดลอยๆ “ว่าแต่ยอมรับแล้วใช่มั้ยว่าเขาตายแล้ว...ยอมรับแล้ว
       ใช่มั้ยว่าฆ่าเขา” ท่านหญิงเสียงเข้ม “เขารู้กันทั่ววังแล้ว... ใครๆ ก็รู้จักว่าตัวเกลียดเขา อยากให้เขาตาย คนในวังนี้ไม่โง่นะ”
       ลมพัดผ่านวูบหนึ่งอย่างรุนแรง แล้วลอยออกนอกหน้าต่างไป
       
       ลมพัดวูบเข้าทางหน้าต่างห้องสาลี่ ก่อนจะพุ่งไปมุมห้อง หยุดกึกกลายเป็นร่างของผีนางเฟือง หันหลังให้ แล้วหันมาช้าๆ เป็นร่างปีศาจ น่ากลัว นั่งชันเข่าข้างหนึ่ง แขนพาดที่เข่า
       สาลี่ปัดที่นอนอยู่ ไม่รู้ว่านางฝีร้ายจ้องอยู่
       สาลี่ ปัด ปัด ไป แล้วสังหรณ์ หยุดปัด หันหน้ามา ร้องกรี๊ด....ยาว เสียงดังลั่นก้องกังวานทั่ววังรังสิยา สาลี่ช็อกตัวแข็งทื่อ
       ใบหน้านางเฟืองใหญ่ขึ้น อ้าปากกว้างเห็นเป็นโพรงดำมืดในปากพุ่งตรงเข้าหาสาลี่พร้อมเสียงขู่ดังกระหึ่ม สาลี่ตาเหลือกราญ
       “ไม่โง่รึ..ฉลาดนักรึมึง นังสาลี่”
       นางปีศาจร้ายพูดใส่หน้าสาลี่ จนสาลี่ล้มตึงทันที
       
       ขณะเดียวกันที่บ้านปัณณธร รุ้ง ฉัตต์ สารภี จริมา แนบ ทั้งหมดคอยคนไปงานศพ
       “เมื่อไหร่จะมา ไล่จับกันดีกว่า” จริมาฉุดรุ้งให้ลุก “สารภีจับให้ได้”
       สองสาววิ่งเล่นกันไปมาสักครู่
       ฉัตต์ลุกขึ้นจากที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ “หนวกหู” เดินเฉียดมาที่รุ้ง “เสียงดัง”
       จริมาจับรุ้งหลบ ฉัตต์กะจะกระแทกเลยทำไม่ได้ เสียงแตรรถดังกังวาน ทุกคนหันไป
       “คุณหญิงมาแล้วค่ะ”
       จริมาวิ่งนำ รุ้งวิ่งตามผ่านฉัตต์ ถูกฉัตต์จับผมกระตุกกึ้กจนหน้าหงาย
       รุ้งพนมไหว้ปลกๆ “ ปล่อยนะคะ คุณฉัตต์ ใจดี๊.. ดี คนดี๊..ดี ขอไปหาแม่นะคะ”
       ฉัตต์กระตุกไว้ “ไม่ให้ไป”
       รุ้งชักโกรธ “ทำ...ไม” เสียงแหลมขึ้น
       “ก็ไม่ให้...ไม่ทำไมหรอก”
       รุ้งมองหน้าคว่ำ แล้วตุ๊ยท้องเข้าไปทีหนึ่ง ฉัตต์ตัวงอ ต้องปล่อย รุ้งวิ่งไปเลย ฉัตต์ชูกำปั้นอยู่คนเดียว
       รุ้งวิ่งเข้าไปหาแม่ คุณย่ากับจริมาเดินเข้าตึกไปแล้ว
       “แม่ไปนานจัง”
       จันทร์ กลั้นไม่ไหว น้ำตาร่วงรินกอดลูกซ่อนหน้ากับผมลูก
       
       พจน์หันมาลอบมอง สงสัยท่าทีจันทร์มาก
คุณหญิงเพ็งเอนกายลงนอน จันทร์เหน็บมุ้งให้ ปิดไฟ
       
       “ปลุกแม่สายหน่อยแล้วกันนะ ใส่บาตรแทนด้วย”
       “ค่ะ คุณแม่”
       “เห็นว่าจะทำหันตราใช่มั้ย” คุณหญิงหลับตา เสียงง่วง
       “ค่ะ”
       จันทร์เดินออกนอกห้องปิดประตู หันกลับมา ชะงัก เห็นพจน์ยืนอยู่ นัยน์ตาคมจ้องนิ่ง
       “คุณพี่จะรับอะไรหรือคะ”
       นัยน์ตาพจน์ ยังบอกความในใจ อย่างเผลอไผลหน่อยๆ
       “อยากรับกาแฟหรือชาร้อนๆ สักถ้วยมั้ยคะ”
       “ไม่เป็นไร ไปคุยกันที่ระเบียง พี่มีเรื่องจะคุยกับน้อง”
       จันทร์นิ่งสักครู่ “ค่ะ”
       สองคนเดินไป
       ฉัตต์ แง้มประตูมองมา หน้าบึ้งตึง
       
       สองคนอยู่ตรงระเบียงสวยงาม แลเห็นพระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นบนนภา ยอดไม้ใหญ่เอนไหว ลมพัดเย็นสบาย สองคนยืนกันห่างๆ พจน์จ้องมองจันทร์อย่างเผลอไผล
       จันทร์มองออกไปไกลๆ “อากาศดีนะคะ” พอเหลียวกลับมา เจอะสายตาพจน์ สองคนสบตากันสักครู่
       จันทร์หลบตา
       พจน์รู้สึกตัว “หันตรา...เป็นชื่อของรับประทานหรือ”
       “ค่ะ เป็นถั่วกวนปั้นหุ้มไข่ฝอย คุณริมาชอบมากทำทีไร”
       “จันทร์” พจน์พูดขัด
       จันทร์หยุดชะงัก
       “สิ่งที่น้องทำทุกอย่างเกินกว่าชาวบ้านธรรมดาๆ จะทำได้ น้องคิดว่าสมควรแก่เวลาหรือยังที่พี่ควรจะรู้ความจริงว่าน้องเป็นใคร มาจากไหน”
       จันทร์นิ่ง
       “ถ้าอดีตของน้องเป็นเรื่องที่มีอันตราย ให้พี่รู้ความจริง พี่อาจจะช่วยเหลือน้องกับรุ้งได้มากกว่านี้”
       จันทร์น้ำตาเต็มตา
       “มีอะไรเกี่ยวข้องกับท่านชายวังรังสิยาหรือไม่”
       จันทร์สะดุ้งสุดตัว
       “น้องเคยอยู่ที่วังนั้นหรือ ถ้าใช่ ท่านหญิงแขไขจรัสไม่ทรงชอบน้องหรอกนะ พี่เห็นสายพระเนตรท่าน”
       “บางทีเวลานั้นอาจมาถึงแล้ว ดิฉันเป็นอะไรไปรุ้งจะได้มีคนช่วยทวงสิทธิ์ของแกคืน”
       พจน์ฉงน “สิทธิ์ของรุ้ง”
       “ดิฉันจะเล่าทุกอย่างให้คุณพี่ฟังเดี๋ยวนี้ค่ะ”
       
       ขณะเดียวกันท่านหญิงเดินข้ามห้องโถงจะขึ้นบันได ถึงห้องท่านชายที่อยู่ชั้นล่างปิดประตูสนิท มีกุญแจดอกหนึ่งใส่อยู่ ท่านหญิงยืนจ้องมองประตูห้อง ได้ยินเสียงท่านชายดังก้องในหู
       “หญิงแขไข พี่ขออนุญาตให้บุหลันขึ้นมาอยู่บนตำหนักได้มั้ยคะ พี่เป็นห่วงเพราะเขาท้องได้ 2 เดือนแล้ว มีอะไรจะได้แก้ไขได้ทัน
       “จะทรงให้มันขึ้นไปอยู่บนห้องหญิงมั้ยคะ หญิงจะลงไปอยู่ที่เรือนของเขาเอง เพราะหญิงไม่ได้ท้องนี่คะ เจ้าพี่ไม่ต้องทรงเป็นห่วงหญิงเพราะหญิงไม่ท้อ”
       ท่านหญิงหันมา ทำหน้าว่าเห็นนางเฟือง สีหน้าเศร้าสร้อยลงทันที แล้วท่านหญิงก็ออกเดินตรงไปที่บันได เดินไปพูดไป
       
       “เฟือง เขาเหมือนบุหลันมากแต่คุณหญิงราชบัณณธรยืนยันว่าเป็นลูกสาว หญิงไม่อยากเชื่อแต่ก็คิดว่าพวกเขาคงไม่โกหก เฟือง...ได้ยินที่หญิงพูดหรือเปล่า รู้มั้ย เวลานี้หญิงเหงาเหลือเกิน.....ลองคิดดู เฟืองทิ้งหญิงไปแล้ว เจ้าพี่ยังเสด็จจากไปอีก หญิงไม่เหลือใครนอกจากชายเดียว แต่ลูกชายก็ต้องไปโรงเรียน..วังใหญ่โตมีหญิงครอบครองคนเดียว หญิงไม่ได้ต้องการเช่นนี้สักหน่อย เฟือง อย่าทิ้งหญิงนะ”
       ผ่องเดินออกมาจากทางเข้าตำหนัก เงยหน้าผ่านหน้าต่าง มองเข้าไปในตัวตำหนัก แล้วอ้าปากค้าง ช็อก เมื่อเห็นว่าท่านหญิงเดินขึ้นบันได โดยมีนางเฟืองทำท่าคล้ายๆ ประคองท่านหญิงเดินขึ้นไปด้วย
       
       แล้วผีนางเฟืองก็ค่อยๆ หันหน้ามานัย์ตาแข็งจัด มองตรงมาที่ผ่องเขม็ง ผ่องล้มตึงทันที
       
        
       อ่านต่อหน้า 4

หน้าที่แล้ว
1 | 2 | 3 | 4
หน้าถัดไป
ข่าวล่าสุด ในหมวด
แค้นเสน่หา ตอนที่ 15 จบบริบูรณ์
แค้นเสน่หา ตอนที่ 14
แค้นเสน่หา ตอนที่ 13
แค้นเสน่หา ตอนที่ 11
แค้นเสน่หา ตอนที่ 12
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แสดงผลหน้าเดียว
จำนวนคนโหวต 16 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 15 คน
94 %
ไม่เห็นด้วย 1 คน
6 %
ความคิดเห็นที่ 3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
รอมาตั้งสองวัน ลงนิดเดียวเอง
เยอะกว่านี้ได้ไหม
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 2 -1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ช่วยเปลี่ยนเพลงนําละคร ไม่เพราะเลยค่ะ แวว
แวว
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 1 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
จบตอนที่4แล้ว บทชายเดียวน้อยจัง
รักชายเดียว
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | ธุรกิจ | หุ้น | SMEs | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | โฆษณาบนเว็บ
All site contents copyright ©1999-2014