หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกละครออนไลน์ | ละครออนไลน์
ละครออนไลน์ พายุเทวดา

พายุเทวดา ตอนที่ 1

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 มีนาคม 2557 21:52 น.
1 | 2 | 3 | 4
หน้าถัดไป
พายุเทวดา ตอนที่ 1
       พายุเทวดา ตอนที่ 1
       
       มองจากมุมสูงลงมา จะเห็น เกาะมุกใต้ ตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางทะเล ท่ามกลางความมืดสลัว ไร้สิ้นแสงจันทร์ ไม่มีแม้นแสงดาวสักดวง ค่ำคืนนี้ ทะเลที่อยู่รอบเกาะเล็กๆ นี้ นิ่งสนิทดูทะมึนมืด วังเวง และน่ากลัวผิดปกติ ผู้รู้ในธรรมต่างตระหนักว่าราตรีนี้มันคือ คืนอมาวสี
       
       ที่วัดเกาะมุกใต้ อันวัดเก่าแก่อายุหลายร้อยปี ศูนย์รวมหัวใจของชาวเกาะมุก ในอาณาเขตรอบขัณฑสีมาแห่งนี้ มีสิ่งปลูกสร้างผสมผสานกันระหว่างความเก่าแก่ เช่น โบสถ์ วิหาร เจดีย์ และความทันสมัย เช่น หมู่กุฏิพระสงฆ์ และกําแพงวัดแน่นหนา ทุกอย่างทะมึนอยู่ในความมืด
       ลมพัดแรงมาวูบหนึ่ง หลวงปู่หาญ เจ้าอาวาส ยืนท้าลมจนจีวรปลิว คนที่อยู่ข้างๆ เป็นชายวัยกลางคน หลังค่อม นามว่าบุญกู้ ทั้งสองมองไปรอบๆ แล้วก็แหงนมองฟ้า
       ทุกสิ่งอย่างตกอยู่ในความมืด
       “คืนอมาวสี...เวียนมาอีกแล้วนะบุญกู้” หลวงปู่ปรารภขึ้นน้ำเสียงเรียบ
       บุญกู้พูดช้าๆ เหมือนทวนคํา “อ-มา-วะ-สี...”
       “ใช่ คืนที่องศาของดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์ทับกันอย่างสนิท ทําให้ดวงจันทร์อับแสง มักเป็นคืนที่โหรให้ฤกษ์ทํา
       การต่างๆ ทั้งทางดีและไม่ดี...ได้ผลชะงัดนัก” หลวงปู่ว่า
       บุญกู้มีแววตาคล้ายรำลึกจดจำบางประการ “ก่อนหน้านี้ก็มีคืนแบบนี้”
       หลวงปู่หาญยิ้มใบหน้าเปี่ยมการุณย์ “แล้วก็มีอะไรๆ แปลกๆ เกิดขึ้นในวัด..บุญกู้จําได้ใช่มั้ย”
       ทั้งสองมองหน้ากัน ลมพัดแรงเหมือนมีพายุ สุนัขในวัดหอนรับขึ้นเป็นทอดๆ
       ความทรงจําเมื่อครั้งอดีตหวนย้อนกลับเข้ามาความคิดของหลวงปู่และลูกศิษย์พร้อมๆ กัน
       
       เมื่อ 25 ปีก่อน ในความมืดมิดที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณลานวัด ยามค่ำคืน
       ลมพัดแรงจนต้นโพธิ์ใหญ่ส่ายกิ่งก้านเหมือนจะโค่นลงมากระนั้น เสียงสุนัขเห่าหอนดังโหยหวนมาเป็นทอดๆ บรรยากาศยิ่งวังเวงมากขึ้น บุญกู้ในวัยหนุ่มแน่นเดินฝ่าลมแรง พร้อมกับยกแขนขึ้นป้องไม่ให้ลมปะทะหน้า
       เสียงเด็กร้องดังมาจากมุมใดมุมหนึ่งในบริเวณลานวัด บุญกู้กวาดมองไปรอบๆ แต่ไม่พบเห็นอะไร สุดท้ายสายตาไปเจอทารกน้อยนอนร้องไห้จ้าอยู่ที่มุมหนึ่ง มีเบาะสีขาวสว่างตัดกับความมืดจนเห็นเด่นชัด บุญกู้สาวเท้าเข้าไป อุ้มเด็กขึ้นมา มองดู ดวงตาของบุญกู้เป็นประกาย
       
       ไม่นานต่อมาหลวงปู่หาญในวัยกลางคนเปิดประตูโบสถ์ออกมา ท่ามกลางความมืดและลมแรงในคืนอมาวสีคืนนั้น หลวงปู่ มองดูทารกน้อยในอ้อมแขนของบุญกู้
       “ใครไม่รู้ครับ เอามาทิ้งไว้ในวัด” บุญกู้ว่า
       หลวงปู่หลับตาแล้วพูด “เขาส่งมาให้เราเลี ้ยง ก็เลี้ยงไว้สิ...ส่งมา”
       บุญกู้ส่งให้หลวงปู่อุ้ม มองดู เห็นเป็นเด็กน้อยหน้าตาดี รูปร่างสมบูรณ์จ้ำม่ำ นิ่งเงียบ ดวงตาแป๋ว ไม่
       ร้องเหมือนก่อนหน้านี้ หลวงปู่พึมพำ “ไอ้ลูกเทวดา...”
       
       ภาพอดีตยังคงแจ่มชัดก่อนจะเลือนหายไป หลวงปู่หาญมองหน้าบุญกู้ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีก
       “แล้วก็มีเด็กที่มากับคืนอมาวสีแบบนี้อีก 5 คนให้เราเลี้ยงไว้...”
       “ครับ จนกระทั่งคนสุดท้าย...”
       บุญกู้มองออกไป แลเห็นใบโพธิ์ถูกลมพัดแรงจนร่วงกราวปลิวไปตามแรงลมเป็นสาย
       
       ไม่ต่างจากค่ำคืนนั้น เมื่อราว 20 ปีก่อน
       มันเป็นเวลากลางดึก ใบโพธิ์พัดเป็นสายต่อเนื่องตามแรงลม ร่วงหล่นลงบนพื้นดินลานเจดีย์เก่าในวัด ยินเสียงเด็กทารกร้องจ้า ใบโพธิ์ใบหนึ่งค่อยๆ ปลิวลงสู่พื้นดินแล้วหล่นที่เบาะเด็กหญิงที่กําลังร้องไห้จ้าอยู่
       บุญกู้ยื่นหน้าเข้ามาดู ปากก็บ่น “มาอีกแล้วเหรอวะ ไอ้คืนมืดแบบนี้ เอาเด็กมาให้หลวงปู่ เลี้ยงทุกทีเลย...”
       บุญกู้อุ้มเด็กขึ้น มองดู แล้วเปิดดูผ้าที่ห่อตัวออก หน้าเจื่อนไปพบว่าเป็นทารกเพศหญิง
       
       หลวงปู่หาญเปิดประตูโบสถ์มหาอุตม์ออกมา บุญกู้อุ้มเด็กไว้เองไม่ส่งให้
       “คนนี้หลวงปู่อุ้มไม่ได้ครับ เดี๋ยวอาบัติ
       “ผู้หญิงเหรอ...”
       บุญกู้พยักหน้าช้าๆ บุญกู้กับหลวงปู่มองไปรอบๆ พบว่าลมพายุเริ่มสงบลงแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างนิ่งสงัด
       “บุญกู้เลี้ยงไว้ก่อนนะ”
       หลวงปู่หันกลับไปปิดประตูโบสถ์
       บุญกู้อุ้มทารกหญิงอยู่ ลมแรงเหือดหายไป เหลือแต่ความมืดรอบกาย บุญกู้ยืนหันหลังให้ประตูโบสถ์มหาอุตม์ในท่าทีแสนโดดเดี่ยว
       
       ทั้งสองเดินฝ่ าลมแรงไปด้วยกัน ความมืดยังคงปกคลุม
       “คืนอมาวสี หายไปนานเลยนะครับ...ยี่สิบปี เห็นจะได้ ไม่ใช่คืนนี้จะมีเทวดาเอาเด็กมาให้เราเลี้ยงอีกนะครับ”
       หลวงปู่หาญยิ้มบางๆ “ไปนอนเสียเถอะ คืนนี ้หลวงปู่ จะนั่งสมาธิทั้งคืน...อย่าให้ใครรบกวนนะ”
       หลวงปู่เดินแยกไปทางโบสถ์ บุญกู้มองตาม
       หลวงปู่ยืนสงบอยู่หน้าโบสถ์แล้วมองไป ยังเห็นบุญกู้ยืนส่งอยู่ เมื่อเห็นว่าหลวงปู่ถึงหน้าโบสถ์แล้ว บุญกู้
       จึงเดินหายไปในความมืด
       
       ไม้ขีดถูกจุดขึ้นสว่างวาบในความมืด ถูกจ่อเข้ากับไส้เทียนที่อยู่เบื้องหน้า แสงเทียนสะท้อนให้เห็นพระพุทธรูปเก่าแก่ พระพักตร์งดงาม
       หลวงปู่หาญ พนมมือภาวนา มีเพียงแสงเทียนที่ส่องสว่างอยู่เบื้องหน้า
       “คุณพระคุณเจ้า...ถ้าคืนนี้จะมีอะไรเกิดขึ้น ผมก็พร้อมจะรับมือกับมัน...เพราะผมรู้ว่าถึงเวลาแล้วที่ เหล่าเทวดาผู้มากับคืนอมาวสีจะต้องแสดงบทบาทของพวกเขา...ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองทุกคนในวัดเกาะมุกใต้ให้ปลอดภัยด้วยครับ”
       
       เวลาเดียวกันเรือโจรสลัดแล่นทะมึนมากลางทะเลในคืนอมาวสี มุ่งหน้าสู่เกาะมุกใต้ ใบเรือถูกชักขึ้นเปลี่ยนแปลงเพื่อกําหนดทิศทางลม
       โชติ หัวหน้าโจรอยู่ในเก๋งเรือมีตะเกียงส่องสว่าง กําลังมองแผนที่โบราณบนเกาะมุกใต้ ลูกน้องที่อยู่บนเรือต่าง
       เตรียมอาวุธ โดยเฉพาะปืน นําขึ้นมาดูเพื่อให้แน่ใจว่าบรรจุกระสุนพร้อมแล้ว
       โชติออกมา บอกกับลูกน้องบนเรือ
       “ทอดสมอเกาะมุก”
       กัปตันเรือหมุนพวงมาลัย เห็นเรือมุ่งหน้าแหวกคลื่นน้ำท่ามกลางความมืด แสงฟ้าพาดสาย แล้วผ่าเปรี้ยง เหมือนเป็นสัญญาณว่าฝนจะตก
       
       ฟ้าแลบแล้วร้องครืนๆ แสงฟ้าสว่างวาบ ทําให้เห็นว่าบรรดาโจรสลัดได้คืบคลานเข้ามาในเขตวัดพร้อมอาวุธและอุปกรณ์ขุดเจาะฐานเจดีย์
       หลวงปู่ยังคงนั่งสมาธินิ่งอยู่หน้าพระประธานในโบสถ์
       กลุ่มโจรสลัดมุ่งหน้าสู่ลานเจดีย์เก่า โชติมองจากฐานขึ้นไปถึงยอด
       “มันฝังอยู่ตรงไหนวะ...เฮ้ย ขุดเลย...พวกมึงอยู่รอบนอก ใครเข้ามา ยิงทิ้งให้หมด”
       ลูกน้องที่ไม่ได้ทําหน้าที่ขุดเจาะประทับปืนยาวบนบ่ากราดไปทั่วบริเวณ ฟ้าครืนๆ มาอีกครั้ง ฟ้าแลบสว่างวาบ เสียงเครื่องมือขุดเจาะทํางาน
       ทว่าเครื่องมือทํางานอยู่ แต่เจาะไม่เข้า โชติยืนลุ้น สีหน้าเครียด
       
       บุญกู้ผวาตื่นขึ้น ด้วยเสียงเครื่องมือขุดเจาะดัง บุญกู้รีบตรงมาที่หน้าต่างมองออกไปในความมืด ขณะเดียวกันเหล่าเทวดาทั้ง 5 ต่างตื่นขึ้นมาไล่ๆ กัน
       ฤทธิ์ผวาลุกขึ้นนั่ง คว้าเสื้อยืดมาใส่ทันที ในเวลาดัยวกับที่มนต์ผลุนผลันลงจากเตียง
       ส่วนเทวาเปิดหน้าต่างกว้างแล้วมองตะลึงกับภาพตรงหน้า จากนั้นก็หันหลังวิ่งออกไป ก้อง และเดชวิ่งลงบันไดมา
       ทั้งหมดมาสมทบกันที่ลานข้างหน้า ยืนเป็นแผงมาดอย่างเท่ เสียงเครื่องมือขุดเจาะดังขึ้น ไม่มีใครพูดอะไร พยักหน้าให้กัน แล้ววิ่งอย่างเร็ว
       บุญกู้หลังค่อมลงบันไดมาเป็นคนสุดท้ายแต่ไม่ทันแล้ว เดินดุ่มไปในความมืด เสียงเครื่องมือขุดเจาะดังอยู่
       
       ฟ้าผ่าเปรี้ยงลงตรงลานเจดีย์ ลูกน้องโชติที่ใช้เครื่องมือขุดเจาะอยู่กระเด็นไป
       หลวงปู่นั่งสมาธินิ่งอยู่
       โชติโมโห “อะไรวะ เจาะไม่เข้าเหรอ”
       “ครับ พี่โชติ...ผมว่า...”
       เสียงฝีเท้าดังมา ลูกน้องที่ประทับปืนหันไป โชติหันตาม
       ทั้งหมดเผชิญหน้ากัน โชติตะคอกลูกน้อง “กูสั่งว่าอะไร...มึงทําไมไม่ยิงมันล่ะวะ...ยิง ฆ่ามันให้หมด...มึงรู้มั้ย สมบัติในเจดีย์นี้มหาศาลแค่ไหน...ยิง”
       ลูกน้องเหนี่ยวไกปืน บรรดาเทวดาทั้งหกคืน ผงะ ลมพัดแรง ใบโพธิ์ปลิวมาอีก แล้วฝนก็เทสายตกลงมาทันที แผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น สายฟ้าพาดสาย ธาตุทั้งสี่อุบัติขึ้นพร้อมกัน
       บุญกู้ยืนตะลึงกับภาพตรงหน้า
       ลูกน้องพากันยิงปืนเข้าใส่กลุ่มนักเลง ฤทธิ์เผลอยกมือห้าม สายฟ้าพาดสายผ่ามาที่ลูกกระสุนที่พุ่งออกจากปลายกระบอกปืน ระเบิดกลายเป็นลูกไฟพุ่งใส่กลุ่มลูกน้อง ไฟลุกไหม้ท่วมตัว มันร้องออกมาสุดเสียง แล้ววิ่งทุรนทุรายไป
       ฤทธิ์มองฝ่ามือตัวเองอย่างงงๆ
       ลูกน้องที่เหลือยิงปืนเข้าใส่เดช กายทอง แต่เดชฮึดสู้ เนื้อตัวดูใหญ่ขึ้น เสื้อยืดที่ใส่มาปริขาด เนื้อตัวมีแต่น้ำมัน ลูกกระสุนลอยมาแล้วผ่านร่างไป ไม่ระคายผิวเพราะลื่น ลูกกระสุนกลับลอยไปถูกลูกน้องของโชติเข้าที่หัวไหล่
       ลูกน้องคนร้อง “โอ๊ย”
       โชติเริ่มมีสีหน้าไม่ดี ขณะที่บุญกู้แอบดูอยู่มองด้วยสายตาตื่นตะลึง ลูกน้องเริ่มเข้ามารุมล้อม ทั้งหกคนหันหลังชนกัน ธาตุทั้งสี่เกิดขึ้นอีกครั้ง
       
       ลูกน้องคนหนึ่งถลันเข้ามา เทวากระโดดลอยเหมือนลมแล้วปล่อยอาวุธหมัดและเตะรวบลูกน้องล้มไป
       ระเนระนาด เหมือนลมสลาตัน ลูกน้องที่เหลือถลันเข้าใส่กลุ่มเทวดาทั้งห้า ตรงเข้าไปยังก้อง แต่ก้องตบหมัดเข้าใส่กัน รู้สึกว่าตัวมีพลังแรงขึ้น ใช้มือลูกน้องคนหนึ่งไว้ ผลักไปที่เจดีย์ แผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น มันครูดตัวลงมา เจ็บจนหน้าเบ้
       ลูกน้องที่เหลือถลันเข้าไปหาสิงห์ ร่างกายของสิงห์มีกระแสไฟฟ้าวิ่งตามลําแขนลําขา ลูกน้องกระเด็นออกมา สิงห์ประกบกับฤทธิ์ สายฟ้าพาดสาย ลูกน้องสามคนพุ่งไปหา หมายจะรุมแต่สิงห์กับฤทธิ์ออกหมัดพร้อมกัน เกิดเป็ นกระแสไฟขึ้นพาดไปตามลูกน้องทั้งสาม ต่างชักดิ้นชักงอเหมือนถูกไฟดูด
       โชติหน้าเสีย มองไปที่ลูกน้องที่ยืนตะลึง โบกมือให้เข้าไปต่อสู้ ในจังหวะนั้นเองที่เทวากระโดดเหยียบหัวเหยียบไหล่ ตัวเบาเหมือนลม เมื่อเหยียบแล้วก็ถีบไปหาพี่น้องเทวดาให้จัดการ โดยเฉพาะก้องกับเดชที่เลือกออกอาวุธได้อย่างใจนึก เทวาเหยียบหัวลูกน้องของโชติจนถึงตัวโชติได้ โชติหลบแต่ก็ไม่วายถูกหมัดของเทวาจนล้มกลิ้งไป
       โชติกระเสือกกระสนหนี ลูกน้องที่เหลือและที่บาดเจ็บต่างวิ่งไป
       ก้องกับเดชจะตามไป แต่ฤทธิ์ห้ามไว้
       “ไม่ต้อง แค่นี้ก็สามศพแล้ว...หลวงปู่ รู้เข้าจะว่ายังไง...”
       ทุกคนเลยชะงัก บุญกู้ออกมาจากที่ซ่อน ทุกคนหันมาเห็น
       “น้าบุญกู้”
       “ไอ้สามศพนี่เอ็งไม่ต้องยุ่ง น้าจัดการเอง ไปหาหลวงปู่ที่โบสถ์เถอะ” บุญกู้บอกหน้านิ่ง
       ทั้งหมดมองหน้ากัน ต่างมองดูเนื้อตัวและหงายฝ่ามือตัวเองดู สีหน้ายังงงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตน
       “น้าไม่เคยคิดเลยว่าพวกเอ็งมันจะวิเศษยังงี้ สมกับที่หลวงปู่ เคยบอกว่าพวกเอ็งมันพวกนักเลงเทวดา”
       
       บุญกู้ว่า

พายุเทวดา ตอนที่ 1
       ทั้งหมดเปิดประตูเข้ามาอย่างแผ่วเบา เห็นหลวงปู่หันหลัง นั่งสมาธิอยู่ ทุกคนจึงเงียบ
       
       ทุกคนนั่งคุกเข่าแล้วกราบเบญจางคประดิษฐ์ แทบจะพร้อมกัน
       พระพักตร์พระพุทธรูปในเงามืด มีเพียงแสงเทียนส่องสว่างแลดูเข้มขลังยิ่ง
       หลวงปู่พูดโดยไม่ได้หันมา
       “ถึงเวลาแล้วที่พวกเจ้าจะต้องรู้จักตัวเองเสียที”
       
       เวลานั้นเรือโจรสลัดแล่นออกไปอย่างรวดเร็วในท้องทะเล โดยในเรือ โชติหน้าเครียด โมโหมาก
       “กูผ่านมาไม่รู้กี่ย่านน้ำ กูไม่เคยพบเคยเจอยังงี้ มันเป็น ใครกันวะ”
       เสียงลูกน้องที่บาดเจ็บถูกยิงที่ไหล่ ร้องครวญคราง ยิ่งยั่วโมโห โชติตรงมา เห็นลูกน้องที่ถูกปืนเลือดไหลโซมกาย
       “พี่โชติ พาฉันไปหาหมอเถอะ ฉันเจ็บ”
       โชติโมโหเตะซ้ำอย่างโหดเหี้ยม “เจ็บหรือวะ...นี่แน่ะ”
       ลูกน้องร้อง “โอ๊ย...”
       โชติรำคาญ บอกเสียงดัง “ทําให้มันหายเจ็บทีสิวะ”
       ลูกน้องคนนั้นตื่นตะลึงมองมาที่โชติอย่างงงๆ
       “จับมันโยนทะเล มันจะได้เลิกร้อง กูรําคาญ”
       ลูกน้องเกาะขาโชติแน่น ร้องไห้โฮขอร้องระงม “พี่โชติ...พี่โชติอย่า..อย่านะครับ”
       “เดี๋ยวกูจะไปพบเสี่ยคงคา..พวกมึงอยากได้เงินรึเปล่า ถ้าอยากก็อย่าให้ไอ้นี่อยู่รกตากู”
       ขาดคําลูกน้องทีเหลือ ก็กรูกันเข้าไปจับลูกน้องที่ถูกปืนโยนทิ้งทะเล ลูกน้องร้องลั่นด้วยความกลัวตายเสียงดังโหยหวนกึกก้อง เสียงร้องค่อยๆ เบาลงๆ
       
       บุญกู้เสร็จภารกิจฝังศพในตอนเช้า ชายสูงวัยวางจอบลง ครูประสิทธิ์ขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาในวัดจอดตรงมุมหนึ่ง มีปิ่นโตที่จะนํามาถวายหลวงปู่ด้วย ทักทายกันอย่างคุ้นเคย
       “บุญกู้ หลวงปู่ ล่ะ ไม่เห็นออกบิณฑบาต”
       “ยังไม่ออกจากโบสถ์เลยครู...จะมาถวายอาหารเหรอ”
       “ใช่...เอาไงดี...ฝากบุญกู้ถวายให้ทีเถอะ”
       “ครับ...”
       บุญกู้เช็ดมือกับผ้าขาวม้าที่เคียนเอวอยู่ พร้อมกับเช็ดหน้า
       ประสิทธิ์มองไปที่เนินดิน เดาได้ว่าน่าจะเป็นหลุมฝังศพจึงถามออกมา “ศพใคร...”
       บุญกู้สะดุ้ง “เอ้อ...ศพใครไม่รู้...ซัดมาอยู่ที่ชายหาด ฉันก็เลยฝังไว้ก่อน เผื่อจะมีญาติมาติดต่อ...เมื่อคืนฟ้ามืด จู่ ๆ ก็มีมรสุม”
       ประสิทธิ์นิ่วหน้าฉงน “มรสุมเหรอ...ไม่เห็นรู้เรื่องเลย”
       บุญกู้แกล้งมองไปทางอื่น ไม่อยากให้มีพิรุธ พอดีกับที่สน แสงจันทร์ และแสงดาว เดินเข้ามา ต่างก็มีถาดอาหารสําหรับใส่บาตรมาด้วย ประสิทธิ์หันไปทัก “รอใส่บาตรหลวงปู่ เหมือนกันใช่มั้ยครับลุงสน”
       “ใช่ ทุกทีวันพระ ท่านออกรับบาตร แต่วันนี้ไม่เห็น...อาพาธหรือเปล่าบุญกู้”
       ประโยคท้ายลุงสนหันมาทางบุญกู้ที่อึกอักส่ายหน้าตอบ “อย่าไปกวนท่านเลยครับ...ท่านนั่งสมาธิทั้งคืน เห็นว่า
       จะเข้านิโรธสักสามวัน ไม่ฉันน้ำ ฉันอาหารเลยนะเวลาจําวัดก็หลังไม่แตะพื้น”
       “สาธุ ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจริงๆ” สนว่า
       “งั้นเราก็อย่ารบกวนท่านเลยนะพ่อ กลับกันเถอะ...” แสงดาวบอก
       “น้าบุญกู้ ฉันฝากปิ่นโตนี่ให้เทวาทีนะจ๊ะ” แสงจันทร์ยื่นปิ่นโตให้
       แสงดาวแปลกใจ “ทําไมต้องให้พี่เทวา ไม่ให้พี่มนต์ล่ะ”
       “มนต์น่ะ เดี๋ยวก็เจอกันที่โรงเรียน...ฝากให้เทวาก็แล้วกัน” แสงจันทร์บอก
       “ครับ ครูแสงจันทร์...”
       บุญกู้รับปิ่นโตมา ครูประสิทธิ์บอกลาทุกคน
       “ถ้างั้นผมไปก่อนนะ เดี๋ยวเจอกันที่โรงเรียนนะแสงจันทร์”
       “ค่ะ ครูใหญ่”
       ประสิทธิ์ขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป หมอนทีขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาชะลอจอดพอดี
       “อ้าว หมอ” สนทัก
       หมอยกมือไหว้สน แล้วก็ยิ้มให้แสงดาว และแสงจันทร์
       “หมอขี่รถผ่านมา มองเข้ามาเห็นแสงดาวอยู่ที่นี่ เลยจะชวนไปทํางานพร้อมกันเลยน่ะครับ”
       สนบอก “แสงดาว ไปกับคุณหมอสิ”
       “ไม่...ขืนไป ตอนเย็น...ฉันก็...”
       นทีพูดสวนทันที แต่สุภาพ “ ตอนเย็น หมอจะไปส่งให้ถึงบ้านเลยครับ คุณแสงดาว”
       แสงดาวหน้าบึ้ง แสงจันทร์ลุ้น “ราชรถมาถึงที่...จะปฏิเสธเหรอแสงดาว”
       
       หลวงปู่หาญหันมามองเห็นทั้งหกคนนั่งสมาธิอยู่ด้วยท่าทางสงบ เทียนที่จุดสว่างมาทั้งคืน หมดเล่มไปแล้ว
       “เอาละ ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจเข้าออกยาวๆ เป็นการผ่อนคลายแล้วก็ลืมตาขึ้น ทําอย่างช้าๆ ทําทุกอย่าง อย่างมีสติรู้ตัว”
       กลุ่มนักเลงเทวดาพากันลืมตาขึ้น แล้วยกมือไหว้หลวงปู่
       “เหตุการณ์เมื่อคืนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ...แต่เป็นการกําหนดมาจากเบื้องบน...ปู่ บอกว่าพวกเจ้ากําพร้าพ่อแม่ ปู่ เก็บ
       มาเลี้ยง แต่ที่จริง พวกเจ้าทุกคนไม่มีพ่อไม่มีแม่...”
       ทุกคนนิ่งฟังอย่างตะลึง
       หลวงปู่บอกต่อ “พวกเจ้าเป็นโอปะปาติกะ ถือกําเนิดด้วยพลังเทวดา มิได้เกิดจากการสืบพันธุ์เหมือนมนุษย์ทั่วไป...”
       สิงห์ขัดขึ้น “เรื่องแบบนี้มีจริงด้วยเหรอหลวงปู่”
       หลวงปู่หันมาหา “อย่าเพิ่งขัดไอ้สิงห์”
       ก้องสงสัยเต็มแก่ “แล้วพวกฉันมาจากไหน”
       “ปู่ ก็ตอบไม่ได้...รู้แต่ว่าพวกเจ้ามาที่นี่เพื่อทําหน้าที่ ปกป้องทรัพย์แผ่นดินที่ถูกฝังมาแต่โบราณ ต่อสู้กับพวก
       มารของแผ่นดินที่มุ่งจ้องเอาสมบัติแผ่นดินไปเป็นของตน...”
       “ทําไมต้องเป็นพวกฉันด้วยล่ะหลวงปู่” ฤทธิ์ฉงน
       หลวงปู่บอก “แรงอธิษฐานที่จะทําหน้าที่ปกป้องทรัพย์สมบัติของแผ่นดินน่ะสิ เมื่อพวกเจ้าตายเพราะแรงปรารถนานี้ เทวดาจึงส่งพวกเจ้ามาเกิดในรูปของโอปปาติกะ...พวกเจ้าต้องหมั่นรักษาศีล หากศีลบริสุทธิ์เท่าใด พลังใน
       ตัวของเจ้าก็จะยิ่งเพิ่มพูนขึ้น แต่ถ้าเมื่อใดที่ผิดศีล พลังก็จะถดถอยจนหายไปในที่สุด จงใช้พลังเทวดาเฉพาะในเวลาจําเป็นเท่านั้น...รับปากหลวงปู่ ได้มั้ย”
       ทุกคนยกมือไหว้ ขานรับพร้อมกัน “ครับ หลวงปู่”
       “เอาละ เก็บเรื่องนี้ไว้เป็ นความลับ รู้กันเฉพาะพี่ๆ น้องๆ แล้วปู่จะนัดมานั่งสมาธิกันใหม่ ปู่จะเปิดอดีตชาติของ
       พวกเจ้าให้ได้รู้กัน”
       ทุกคนกราบลงพร้อมๆ กัน หลวงปู่พยักหน้ารับ แววตาเปี่ยมการุณย์
       
       หมอนทีขี่รถมาตามถนนบนเกาะ มีแสงดาวนั่งซ้อนอย่างหมิ่นเหม่มาทางหลัง จนหมอต้องเป็นฝ่ายบอก
       “เขยิบมาชิดๆ ก็ได้นะครับ เดี๋ยวตกไป...”
       “คงไม่ตายหรอก หมอ”
       นทีหัวเราะขำ “อยู่กับหมอ มีเหรอจะให้ตาย”
       หมอนทีขี่รถไปอย่างอารมณ์ดี แสงดาวไม่อยากใส่ใจ มองไปที่ขอบฟ้าแล้วต้องแปลกใจที่เห็นสายฟ้าฟาดสายหลายสาย ทั้งที่แดดเปรี้ยงออกอย่างนี้
       “หมอ...ดูท้องฟ้าสิ”
       นทีเหลียวมองไปบนท้องก็ประหลาดใจ
       “แปลกจัง..หรือว่าจะมีมรสุม”
       
       ต้นสายปลายเหตุเกิดขึ้นที่ตรงบริเวณชายหาด มุมหนึ่งของเกาะมุก โดยที่ฤทธิ์ยืนแบมือทั้งสองข้างหลับตาลง อยู่ในสมาธิ มีพลังบางอย่างลอยขึ้นจากฝ่ามือเขา เป็นเหมือนกระแสไฟที่วิ่งวนไปทั่วร่าง แล้วก็ปรากฏเป็นสายฟ้าที่ท้องฟ้าฟาดสายเปรี้ยงๆๆ ติดๆ กัน
       มนต์ เทวา ก้อง สิงห์ เดชวิ่งมาสุดชีวิต
       เทวาร้องถาม “ทําอะไรน่ะพี่ฤทธิ์”
       ฤทธิ์หันมาเห็นไม่สบอารมณ์นัก “พวกนายยุ่งอะไรด้วยวะ...นี่มันพลังสายฟ้าของฉัน..ฉัน อยากลองพลังที่มีอยู่ในตัวฉัน”
       มนต์ติงเอา “แต่หลวงปู่ บอกตะกี้นี้ พี่ฤทธิ์จําไม่ได้เหรอ เราต้องใช้พลังเทวดาต่อเมื่อถึงเวลาจําเป็นเท่านั้น”
       ฤทธิ์บอกปัดๆ ยังไม่สบอารมณ์อยู่ที่ถูกขัดจังหวะ “แค่นี้คงไม่เป็นอะไรหรอกน่า...พลังพวกนี้อยู่ในตัวเรา ไม่ได้ซื้อได้หามานี่หว่า...จะเป็นอะไรไปวะ...หลวงปู่ ก็แค่เตือน ไม่ถึงกับตายหรอก...อย่ามายุ่ง”
       สิงห์ทักท้วง “พี่พูดเหมือนไม่นับถือหลวงปู่ ยังงั้นแหละพี่ฤทธิ์”
       ฤทธิ์ฉุน “ข้ายังไม่ได้พูด อย่าหาความข้านะไอ้สิงห์...พวกนายน่ะ ถอยไปให้หมด ไม่งั้นละก็...พวกนายเจอพลังสายฟ้าของฉันแน่...เจ็บตัวแล้วอย่าหาว่าไม่เตือนนะโว้ย”
       ฤทธิ์หันหลังให้ทุกคน เรียกพลังเทวดาอีกครั้ง คราวนี้สายฟ้าฟาดสายรุนแรงกว่าเก่า
       เดชกับก้องทนไม่ได้ วิ่งชนร่างของฤทธิ์เกิดแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น สิงห์เข้าห้าม ทําให้เกิดเป็นประกายไฟไปทั่วร่างกายของสิงห์ มนต์กับเทวามองหน้ากัน แล้วรีบแยกทั้งหมดออกจากกัน
       “พี่ฤทธิ์...ผมขอร้อง” เทวาเอ่ยขึ้น ไม่สบายใจนัก
       ฤทธิ์ไม่สน “กูบอกแล้วไงว่าอย่ายุ่งกับกู”
       ฤทธิ์นั้นโมโหเต็มที่ มนต์ก้าวมายืนระหว่างฤทธิ์กับทุกคน
       “แยกย้ายกันกลับเถอะ...ไม่มีประโยชน์หรอก พี่ฤทธิ์กําลังบ้าอํานาจที่มีอยู่”
       ฤทธิ์โกรธ “ไอ้มนต์ มึงกล้าพูดกับกูยังงี้เลยเหรอ”
       มนต์บอก “ขอโทษ ผมกําลังจะบอกพี่ว่า ถ้าหลวงปู่ เปิดพลังให้เราได้...ท่านก็ปิดพลังเราได้เช่นกัน...ทําไมพี่ฤทธิ์
       ไม่คิดบ้าง ว่าท่านจะเสียใจแค่ไหน แค่คําเตือนเล็กๆ น้อยๆ พี่ยัง ปฏิบัติตามที่รับปากหลวงปู่ ไว้ไม่ได้เลย”
       ฤทธิ์นิ่งงันไป แต่จ้องหน้ามนต์เหมือนอาฆาต ขยับตัวจะเข้ามา แต่เทวาก้าวมาขวางมนต์ไว้
       “ถ้าพี่ฤทธิ์ทําอะไรมนต์...พวกผมไม่ยอมเด็ดขาด”
       ฤทธิ์มองหน้า พบว่าทุกคนพร้อมจะเอาเรื่อง พาลสุดขีด
       “ไอ้พวกบ้า...พวกเอ็งมันบ้า...หลวงปู่ ไม่ได้เป็นอะไรกับเราซะหน่อย...แค่เลี้ยงเราไว้ใช้งานแล้วก็รอคอยอํานาจ
       จากพวกเรา...ท่านแก่แล้วสิ ท่านก็ต้องการให้พวกเราปกป้องท่าน พวกนายไม่คิดบ้างล่ะถ้าไม่มีพวกเราเมื่อคืน สมบัติมันจะยังอยู่ครบในเจดีย์มั้ย”
       ฤทธิ์พูดจบก็เดินไป ทุกคนมองตามอย่างไม่พอใจ แกมงุนงงว่าทําไมฤทธิ์ถึงเปลี่ยนไป
       “ยังงี้ใช่มั้ยมนต์...ที่เขาว่าอํานาจมันเปลี่ยนคนได้” เทวาปรารภ
       มนต์พยักหน้าเห็นด้วย “แยกย้ายกันไปทํางานเถอะ...เย็นค่อยกลับไปหาหลวงปู่”
       
       ดารินอดีตทารกหญิงหนึ่งเดียว น้องน้อยในกลุ่มแก๊งเทวดาที่อุบัติขึ้นมาในคืนอมาวสี บัดนี้เติบโตเป็นสาวแล้ว แถมยังมีหน้าตาสะสวย หมวยขาว หล่อนทำงานเป็นตำรวจหญิงนอกเครื่องแบบคนเก่งของหน่วยงานปราบปรามยาเสพติด
       เวลานี้ดารินกำลังปฏิบัติภารกิจขี่เจ็ทสกีเรือลอดผ่านใต้แม่น้ำเจ้าพระยาทางด้านปทุมธานีมา ลำน้ำค่อนข้างโล่ง เรือสัญจรผ่านไปมาน้อย เนตรทราย ตำรวจหญิงนอกเครื่องแบบอีกคนขับเจ็ทสกีอีกลําตีคู่กัน
       ดารินเอียงคอพูดวิทยุสื่อสารอยู่
       “พร้อมค่ะสารวัตร...เป้าหมายใช้เรือเร็วมุ่งหน้าไปทางปากอ่าวแม่น้ำเจ้าพระยา...เปลี่ยน”
       เสียงตํารวจตอบกลับมา “พร้อมมั้ย”
       “พร้อม...ตามแผน...เปลี่ยน”
       ดารินเห็นเรือเร็วลําหนึ่ง แบบเรือยอร์ชที่ใช้แล่นในแม่น้ำ มุ่งหน้าไปอย่างรวดเร็ว ดารินหันไปพยักหน้ากับเนตรทราย ตีคู่ไปแล้วโอบไปที่คนละด้านของเรือ
       ดารินกระโดดจากเจ็ทสกีขึ้นไปบนเรือเร็วอย่างว่องไว เนตรทรายก็ทําเช่นกัน กลุ่มโจรตกใจ คว้าปืนจะยิง แต่ช้าไป ดารินเตะปืนลอยไปตกน้ำเกิดการต่อสู้กันขึ้น คนร้ายหันมาเล่นงานเนตรทราย แต่ดารินเตะถีบจนตกลงไปในแม่น้ำ 1 คน เหลืออีก 1 คน ตรงมาต่อสู้กับดาริน
       เมื่อเนตรทรายเป็นอิสระ ก็หันมาช่วยต่อสู้กับโจร ดารินต่อสู้กับคนที่ขับเรือ บังคับเรือให้ไปถึงใต้สะพาน คนขับไม่ยอม เกิดการต่อสู้กัน เนตรทรายต่อสู้กับอีกคนหนึ่ง
       บริเวณถึงใต้สะพาน กลุ่มตํารวจโรยตัวมาลงมาจากสะพาน ลงมาที่เรือ กลุ่มคนร้ายยอมแพ้
       
       มองออกไปที่แม่น้ำ เห็นคนร้ายอีกคนดําผุดดําว่ายอยู่
       
       อ่านต่อหน้า 2

1 | 2 | 3 | 4
หน้าถัดไป
ข่าวล่าสุด ในหมวด
พายุเทวดา ตอนที่ 1
พายุเทวดา ตอนที่ 3 (จบตอน)
พายุเทวดา ตอนที่ 2
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แสดงผลหน้าเดียว
จำนวนคนโหวต 7 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 7 คน
100 %
ยังไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย
0 %
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | ธุรกิจ | หุ้น | SMEs | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | โฆษณาบนเว็บ
All site contents copyright ©1999-2014