ซุก “ภาษีแม้ว” 1.2 หมื่น ล.ต้องย้อนเอาผิด “ไม่จบครับนาย” !?

โดย MGR Online   
15 มีนาคม 2560 06:25 น. (แก้ไขล่าสุด 15 มีนาคม 2560 08:45 น.)
ซุก “ภาษีแม้ว” 1.2 หมื่น ล.ต้องย้อนเอาผิด “ไม่จบครับนาย” !?
        เมืองไทย 360 องศา
       
       ขำกับข่าวเจ้าหน้าที่รัฐที่กุลีกุจอ ประชุมเพื่อหาช่องทางการเก็บภาษี จำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท จากการขายหุ้นคอร์ปของ ทักษิณ ชินวัตร ให้กับกองทุนเทมาเส็กของสิงคปโปร์ 7.3 หมื่นล้านบาท เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549
       
       ตามข่าวบอกว่า “เรียกประชุมอย่างเร่งด่วน” เสียด้วย โดย วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เป็นประธาน เมื่อวันที่ 13 มีนาคม มีหลายหน่วยงานเข้าร่วม เช่น อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิสิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.), พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยใช้เวลาหารือกว่า 1 ชั่วโมง
       
       หลังการประชุม วิษณุ กล่าวว่า การหารือคราวนี้เป็นการหารือต่อเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่ผ่านมาซึ่งมีความคืบหน้าอยู่บ้าง แต่ต้องให้รัฐบาลพิจารณาตัดสินใจ โดยจะไม่มีการใช้อำนาจตามมาตรา 44 เข้ามาดำเนินการ และจะไม่ทำอะไรที่ฝ่าฝืนหลักนิติธรรม โดยจะนำผลการพูดคุยรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 14 มีนาคม จะประชุม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะมีการออกคำสั่งมาตรา 44 แต่ยังไม่ทราบว่าจะออกมาใช้เรื่องใดบ้าง
       
       ด้าน เลขาฯ ปปง. กล่าวว่า ในการหารือวันนี้มีหลายหน่วยงานที่ถูกเชิญมาพูดคุย เรื่องภาษีหุ้นชินคอร์ปขณะนี้ได้ข้อยุติแล้ว ให้รอผู้ใหญ่ในรัฐบาลตัดสินใจ เขาไม่สามารถให้รายละเอียดได้ แต่ในที่ประชุมได้ข้อสรุปที่ “รัฐบาลแฮปปี้”
       
       จะไม่ให้ขำได้อย่างไร เพราะตามรายงานบอกว่า มีการหารือในข้อกฎหมายและระเบียบการเรียกเก็บภาษีว่าหมดอายุความไปแล้วหรือยัง บางฝ่ายอ้างว่าหมดอายุความไปตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2555 กับอีกทางหนึ่งย้ำว่ายังไม่หมดอายุความ แต่จะครบในวันที่ 31 มีนาคม 2560 ตามกำหนดอายุความ 10 ปี
       
       อย่างไรก็ดี หากจะให้เครดิตก็ต้องยกให้กับ พิสิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ที่ออกมาโวยวายเรียกร้องให้รัฐโดยเฉพาะกรมสรรพากร เร่งรัดให้รีบดำเนินการเรียกเก็บภาษีจาก ทักษิณ ชินวัตร จำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท โดยด่วน ก่อนที่จะปล่อยให้หมดอายุความภายในวันที่ 31 มีนาคม และยังอ้างบรรทัดฐานจากคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางศาลที่ 242-243/2555 การออกหมายเรียกตรวจสอบตัวแทนทั้งสอง ซึ่งก็คือ พานทองแท้ ชินวัตร และ พินทองทา ชินวัตร จึงมีผลผูกพันกับนายทักษิณ ซึ่งเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 และ 821 มีผลเท่ากับได้มีการออกหมายเรียกตรวจสอบนายทักษิณไปแล้ว กรมสรรพากรจึงมีอำนาจประเมินให้นายทักษิณ เสียภาษี 12,000 ล้านบาท ได้โดยไม่ต้องออกหมายเรียกตรวจสอบอีก ซึ่งการส่งหนังสือแจ้งการประเมินกรมสรรพากรสามารถส่งโดยวิธีปิดหนังสือดังกล่าวไว้ที่บ้าน ซึ่งนายทักษิณมีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร ตามมาตรา 8 แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งมีผลทันทีตามกฎหมาย เนื่องจากนายทักษิณอยู่นอกราชอาณาจักร
       
       อย่างไรก็ดี ตามรายงานระบุว่า รัฐบาลกำลังจะใช้ช่องทางนี้ในการเรียกเก็บภาษีจาก ทักษิณ ชินวัตร แม้ว่าจะมีเสียงจากบางฝ่ายในกรมสรรพากร อ้างว่า “มันจบไปแล้วนาย ”เพราะหมดอายุความไปตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2555 ไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว
       
       ดังนั้น คำถามที่ชวนสงสัย ก็คือ ไม่ว่าจะหมดอายุความตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 หรือว่าในวันที่ 31 มีนาคม 2560 หรืออีกราวสองสัปดาห์ข้างหน้า ทำไมเพิ่งมากระตือรือร้นเอาตอนนี้ ที่ผ่านมา ตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2555 ทำไมคนที่รับผิดชอบในกรมสรรพากร ถึงไม่กระตือรือร้นดำเนินการเรียกเก็บภาษีกันให้สะเด็ดน้ำ เพราะขนาดเงินภาษีเพียงไม่กี่ร้อยบาท เจ้าหน้าที่จะให้ตกหล่นไม่ได้เป็นอันขาด แต่นี่จำนวนเงินตั้ง 1.2 หมื่นล้านบาท กลับซุกเอาไว้ ปล่อยให้คาราคาซังมาตั้งนาน หรือกรณีล่าสุดนี้ก็เช่นเดียวกัน ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำไมปล่อยเงียบมานานตั้งเกือบ 3 ปี มาหูตาตื่นเอาตอนสงสัยว่าจะหมดอายุความในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ยังดีที่ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน “ทะลุกลางปล้อง” โวยวายขึ้นมาเสียก่อน
       
       แต่ถึงอย่างไรเชื่อเถอะว่าทุกอย่างก็จะค่อยๆ เงียบหายไปกับสายลม เพราะนี่คือ “การเมืองไทย” และระบบราชการไทย ที่เป็นแบบนี้มาช้านาน เพราะกฎเกณฑ์ระเบียบกฎหมายที่เข้มงวดจะใช้บังคับเอาเฉพาะกับคนด้อยโอกาสหรือคนจนเท่านั้น
       
       ขณะเดียวกัน ก็มีสิ่งที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ต้องพิสูจน์ก็คือ ต้องหาทางเร่งรัดรีดภาษีดังกล่าวจาก ทักษิณ ชินวัตร มาให้ได้ เพราะนี่คือแนวทางตามกฎหมาย เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลที่พิสูจน์มาแล้วตั้งแต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และศาลภาษีอากรกลาง ที่มีคำวินิจฉัยมาชัดเจนแล้ว อีกทั้งที่สำคัญก็คือ ต้องหาทาง “เอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐ” โดยเฉพาะอดีตอธิบดีกรมสรรพากรทั้งหมด ที่ปล่อยผ่านเรื่องนี้ว่า “จงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” โดยมิชอบหรือไม่ เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่
       
       นอกเหนือจากนี้ เชื่อว่า ชาวบ้านกำลังเฝ้ารอดูว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะมี “แอ็กชั่น” ชัดเจนอย่างไรหรือไม่ เพราะหลังจากถูกจับตามองขึ้นมาอีกครั้งเขาก็ยังไม่มีท่าทีแต่อย่างใด เพราะหากวางเฉยปล่อยให้หมดอายุความก็ต้องบอกว่า “น่าเสียวไส้” เหมือนกัน หากเข้าใจว่านี่เป็นช่วง “ยกท้ายๆ” โอกาสพลิกผันมันก็เป็นไปได้ หลังจากในช่วงหลังๆ มีหลายเรื่องที่เริ่มอืดชกไม่ค่อยเข้าเป้า คะแนนไม่ค่อยมี ดังนั้น หากเจอดอกนี้ซ้ำเข้าไปอีกมันก็น่าเป็นห่วง เนื่องจากรัฐบาลต้องรับผิดชอบ ปล่อยให้จบไปง่ายๆ ไม่ได้นะนาย !!

จำนวนคนโหวต 36 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017