ยิ่งสาวยิ่งเจอ ฟัน “ศิษย์ขาใหญ่” ธรรมกาย ฟอกเงิน-ปั่นหุ้น !?

โดย MGR Online   
17 มีนาคม 2560 06:51 น. (แก้ไขล่าสุด 17 มีนาคม 2560 08:47 น.)
ยิ่งสาวยิ่งเจอ ฟัน “ศิษย์ขาใหญ่” ธรรมกาย ฟอกเงิน-ปั่นหุ้น !?
        เมืองไทย 360 องศา
       
       จะเป็นแนวทางใหม่ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กำลังเดินอยู่ในตอนนี้หรือเปล่า หลังจากก่อนหน้านี้ได้ลงทุนลงแรงไปกับการทุ่มกำลังปิดล้อมวัดพระธรรมกาย เพื่อตรวจค้นจับกุม “ธัมมชโย” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายมานานกว่าสามสัปดาห์แต่ก็ไม่พบวี่แวว จนในที่สุดต้องถอนกำลังออกมา แม้ว่าตลอดเวลาสองสามสัปดาห์ดังกล่าวจะมีรายละเอียดและมีความคืบหน้าแบบชัดเจนให้เห็นหลายเรื่องก็ตาม เช่น ได้เห็นการถอดถอนสมณศักดิ์ของ ธัมมชโย และเบอร์สองของธรรมกาย คือ “ทัตตชีโว”
       
       ที่สำคัญ สรุปง่ายๆ ก็คือ ขั้นตอนจากนี้ไป ก็คือ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ “องค์กรปกครองทางสงฆ์” จัดการตามพระธรรมวินัย โดยให้เป็นหน้าที่ของ “ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น” ซึ่งในที่นี่ก็คือ “เจ้าคณะใหญ่หนกลาง” เจ้าคณะภาค 1 เจ้าคณะจังหวัดลงมาตามลำดับ ที่เป็นไปตามมติของมหาเถรสมาคม (มส.)
       
       ขณะที่ในทางโลก ในทางคดีทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็เดินหน้าดำเนินคดีกับ ธัมมชโย ทัตตชีโว และบรรดาสาวกเพิ่มเติม โดยได้เห็นความเคลื่อนไหวที่มีทั้งพระสงฆ์ และฆราวาส ที่ทยอยเดินทางเข้ามอบตัวและที่ให้ปากคำ
       
       ความหมายก็คือ ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ กำลังใช้วิธีดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งกับหัวขบวนและไล่ลงมาทุกระดับเหมือนกับการ “เช็กบิล” แบบให้มี “ชนักปักหลัง” คาเอาไว้ก่อน
       
       แต่ที่น่าจับตาก็คือ การแถลงของ พ.ต.อ.ปกรณ์ สุชีวกุล ผบ.สำนักคดีการเงินและธนาคาร ประชุมร่วมกับ นายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษสำนักการสอบสวน และ คณะทำงาน ในคดีพิเศษที่เกี่ยวพันกับการฟอกเงินของวัดพระธรรมกาย
       
       ขจรศักดิ์ เปิดเผยว่า ในที่ประชุมร่วมระหว่างดีเอสไอ และอัยการเพื่อวางแนวทางการสอบสวนคดีฟอกเงิน ที่นำเงินวัดไปซื้อหุ้น"อย่างต่อเนื่อง และคดีเกี่ยวกับทรัพย์มูลนิธิวัดพระธรรมกาย ตามที่ก่อนหน้านี้พบหลักฐานจากการตรวจสอบธุรกรรมการเงินของวัดพระธรรมกาย โดยมีความชัดเจนว่า พระทัตตชีโว นำเงินออกจากบัญชีของวัดไปซื้อหุ้น ซึ่งพระทัตตชีโวมีตำแหน่งเป็นรองเจ้าอาวาสและรักษาการเจ้าอาวาส จึงถือเป็นตำแหน่งเจ้าพนักงาน เข้าข่ายมีความผิดมาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วย ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการสอบสวน
       
       สำหรับการประชุมในวันนี้ได้จัดกลุ่มคดี 15 สำนวน กระจายความรับผิดชอบให้ชุดสอบสวนรับไปดำเนินการ เช่น มูลนิธิ กลุ่มบุคคล บุคคล ที่นำเงินไปซื้อที่ดินแล้วไม่ได้ยกให้เป็นที่ดินของวัด หรือธรณีสงฆ์
       
       อย่างไรก็ตาม เขาปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในการสอบสวนการฟอกเงินในส่วนของ น.ส.อลิสา อัศวโภคิน และ นายอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของธุรกิจบ้านจัดสรรแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ที่ซื้อที่ดินต่อจาก นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น โดยคดีดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบสำนักคดีอื่น และกำลังตรวจสอบเส้นทางการเงิน
       
       พูดแบบนี้มันก็ย่อมเห็นสัญญาณชัดแล้วว่า นี่คือ “เส้นทางใหม่” ที่ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษกำลังเดินไป นั่นคือ “ลิดกิ่งใบ” ออกไปก่อน แทนที่จะมุ่งไปที่ “ยอด” อย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อน ความหมายก็คือ ในเมื่อยังจัดการกับระดับ “หัวหน้าแก๊ง” ยังไม่ได้ก็ต้องหันมาเล่นงานระดับลูกน้องไล่ลงมาตามระดับชั้น ซึ่งในที่สุดแล้วทั้งหมดก็เกี่ยวข้องเชื่อมโยงถึงกันอยู่ดี
       
       พิจารณาจากการหารือร่วมกันระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษกับอัยการเห็นได้ชัดเจนว่าพบหลักฐานใหม่ที่เกี่ยวกับการ “ฟอกเงินและการปั่นหุ้น” โดยบุคคลที่น่าสงสัยที่สุดก็คือ ทัตตชีโว และบรรดาสาวกระดับ “มหาเศรษฐี” ที่ทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ รวมไปถึง “เซียนหุ้น” ระดับตำนาน ที่พอเอ่ยชื่อขึ้นมาก็ร้องอ๋อทันที
       
       ที่สำคัญก็คือ การตรวจสอบเส้นทางการเงิน การซื้อขายที่ดิน การตรวจสอบมูลนิธิที่อาจเข้าข่ายเป็นแหล่งฟอกเงินนำเงินบริจาคไปใช้อีกทางหนึ่ง เช่น เมื่อซื้อที่ดินแล้วไม่ได้โอนเป็นทรัพย์สินของวัด หรือ ธรณีสงฆ์ เป็นต้น เพราะจากการตรวจสอบพบว่าในเนื้อที่ที่ระบุว่าเป็นของวัดพระธรรมกายกว่าสองพันไร่ เอาเข้าจริงมีจำนวนเนื้อที่วัดเพียงแค่ร้อยกว่าไร่เท่านั้น ที่เหลือเป็นทรัพย์สินของมูลนิธิ เป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลแทบทั้งหมด
       
       จากการเปิดเผยของพนักงานอัยการ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หลังการประชุมร่วมกัน ระบุว่า มีการตั้งทีมพิจารณา 15 สำนวน ความหมายก็น่าจะเข้าใจได้ว่าน่าจะมี 15 คดี ที่ต้องดำเนินการ แต่ที่ย่าจับตาก็คือคำพูดที่ระบุว่าคดีซื้อขายที่ดินของอาคาร “บุญรักษา” ของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ไม่ได้อยู่ใน 15 สำนวนดังกล่าว แต่อยู่ในความรับผิดชอบของคดีอื่นสำนวนหนึ่ง และกำลังตรวจสอบเส้นทางการเงินอยู่
       
       ดังนั้น หากพิจารณาจากความเคลื่อนไหวของทางการนำโดย กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่จับมือกับสำนักอัยการสูงสุดทำให้พอเห็นภาพชัดว่ากำลังหาทาง “ทลายเครือข่าย” ของธรรมกาย ที่มีแกนหลักคือ ธัมมชโย และ ทัตตชีโว เนื่องจากพบเป็นเครือข่ายผลประโยชน์ทางธุรกิจขนาดมหึมาในลักษณะของการใช้วัดพระธรรมกาย เป็นแหล่งสร้างศรัทธาบังหน้า แต่เบื้องหลังเต็มไปด้วยความฉ้อฉล ซึ่งยิ่งสาวก็ยิ่งเจอ และเชื่อว่าอีกไม่นานน่าจะกระชากหน้ากากออกมาได้เพิ่มเติม โดยเฉพาะบรรดาสาวกระดับเศรษฐีทั้งหลาย !!

จำนวนคนโหวต 36 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017