เสื้อเหลืองไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ตน แล้วเสื้อแดงทำเพื่อประโยชน์ใคร

โดย ผู้จัดการรายวัน   
28 กรกฎาคม 2560 15:20 น.
เสื้อเหลืองไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ตน แล้วเสื้อแดงทำเพื่อประโยชน์ใคร
        “หนึ่งความคิด”
        “สุรวิชช์ วีรวรรณ”
       
        แม้ผลล่าสุดของแกนนำพันธมิตรประชาเพื่อประชาธิปไตยจะแลกด้วยการจำคุก8เดือน แต่ศาลก็ได้ชี้ให้สาธารณชนเห็นแล้วว่า การชุมนุมของพันธมิตรฯ มิได้เน้นเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นเฉพาะ อีกทั้งยังไม่ปรากฎพฤติกรรมรุนแรงที่ประทุษร้ายต่อบุคคล แม้จะเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดาของการชุมนุมของคนหมู่มาก
       
        เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหาของประเทศชาติผ่านสิทธิในระบอบประชาธิปไตยนั้นมีคนมองเห็นว่าเป็นเจตนาที่ดี ผมเชื่อว่าสุดท้ายแล้วเราจะหลุดรอดจากความผิด เพราะเจตนาที่ดีนั้นไม่มีวันที่จะมีความผิดได้โดยหลักของกฎหมาย
       
        นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ศาลชี้เช่นนี้ ในการคำพิพากษาหลายครั้งที่ศาลตัดสินคดีพันธมิตรฯ ก็ชี้อย่างชัดเจนว่า พันธมิตรฯนั้นมุ่งทำเพื่อประเทศชาติเป็นสำคัญ
       
        ผมจะยกมาบางตัวอย่างคดีที่ทักษิณฟ้อง สนธิ ลิ้มทองกุล และแกนนำคนอื่นรวม6คน ว่า เป็นการต่อต้านรัฐบาลที่ฉ้อฉลและต่อต้านภัยคุกคามของประเทศ
       
        ศาลจังหวัดมีนบุรีได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ .3596/2551 พิเคราะห์แล้วเห็นว่า สมัยที่โจทก์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศไม่โปร่งใส มีการทุจริตคอร์รัปชัน ออกนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้อง ทำให้ร่ำรวยยิ่งขึ้น ซึ่งต่อมาอัยการสูงสุดได้ยื่นคำร้อง ขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองริบทรัพย์สินของโจทก์กับพวกฐานร่ำรวยผิดปกติให้ตกเป็นของแผ่นดิน แสดงให้เห็นว่า โจทก์มีพฤติกรรมบริหารประเทศส่อไปในทางไม่สุจริตจริง สำหรับข้อความที่กล่าวหาโจทก์ว่ากดขี่ ข่มเหง และเข่นฆ่าประชาชนนั้น ก็สืบเนื่องจากนโยบายปราบปรามยาเสพติดของโจทก์ที่แข็งกร้าว เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตจากนโยบายดังกล่าวถึง 2,600 คน
       
        ส่วนข้อความที่กล่าวหาว่าโจทก์ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ก็ปรากฏว่า ภายหลังจากโจทก์พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โจทก์ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนต่างประเทศหลายแขนงต่อเนื่องว่า “ตนเองเป็นภัยคุกคามชนชั้นสูง” และยังให้สัมภาษณ์ว่า “บรรดาชนชั้นสูงที่มีอภิสิทธิ์ทั้งหลาย เชื่อถือในทุกสิ่ง ยกเว้นประชาธิปไตย” พฤติกรรมของโจทก์ดังกล่าวย่อมทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่าโจทก์ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ยังแสดงออกอย่างต่อเนื่องว่าเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ด้วยการสนับสนุนคนที่มีความใกล้ชิดกับตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี การตั้งรัฐมนตรี ข้าราชการในระดับสูงด้วย พฤติกรรมของโจทก์ย่อมทำให้ประชาชาชนทั่วไปเข้าใจได้ว่าโจทก์อยู่เบื้องหลังการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง และไม่เห็นด้วยกับนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของโจทก์
       
        ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1-4 นำเอาจุดบกพร่องในการบริหารราชการแผ่นดินของโจทก์มาวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งโจทก์เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ย่อมเป็นบุคคลสาธารณะ อันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำได้ เป็นการป้องกันส่วนได้เสียของตนตามคลองธรรม ในฐานะประชาชนชาวไทยที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำหรือพฤติกรรมของรัฐบาลที่บริหารราชการแผ่นดินในขณะนั้นและเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชน ย่อมกระทำได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 - 4 จึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) (3) และเมื่อศาลวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1- 4 ไม่มีความผิด จำเลยที่ 5 -6 ในฐานะผู้สนับสนุนการกระทำ ย่อมไม่มีความผิดด้วย พิพากษายกฟ้อง
       
        โดยเฉพาะล่าสุดเมื่อพิจารณาคดีกลุ่มพันธมิตรฯชุมนุมไล่รัฐบาลสมัครนอมินีของระบอบทักษิณศาลท่านก็ชี้ไว้ชัดเจนว่า
       
        การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯยังทำให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมและประชาชนทราบว่ารัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช อยู่ภายใต้การครอบงำและสั่งการของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และทราบถึงการกระทำของกลุ่มบุคคลในเครือข่ายระบอบทักษิณ รวมทั้งทราบถึงการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลที่ไม่มีคุณธรรมและธรรมาภิบาลในการบริหารราชการบ้านเมือง มีวาระซ่อนเร้นและเป็นการกระทำที่ขัดผลประโยชน์หลายเรื่อง การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ และการกระทำของจำเลยที่ 7-9 จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116
       
        อนึ่ง ข้อมูลที่กลุ่มพันธมิตรฯ ปราศรัยระหว่างการชุมนุมปัจจุบันพบว่ามีมูลความจริงในหลายเรื่อง บางเรื่องมีการดำเนินคดีอาญาต่อกลุ่มบุคคลที่กระทำทำผิด และศาลได้พิพากษาลงโทษแล้ว ข้อมูลบางเรื่องต้องถือว่าเป็นประโยชน์และให้ความรู้แก่ประชาชน ทำให้ประชาชนตื่นรู้ถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเองมากขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือทำให้ประชาชนมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เพิ่มมากขึ้น และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า เครือข่ายระบอบทักษิณมีกลุ่มที่ล่วงละเมิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่จริง การกระทำของพวกจำเลยถือว่าเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมและประโยชน์ชาติในระดับหนึ่ง
       
        จะเห็นว่าสิ่งที่พันธมิตรฯ ต่อสู้ทักษิณนั้นเป็นการใช้เสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยต่อสู้กับรัฐบาลที่อ้างว่ามาจากประชาธิปไตยแต่กลับใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล แต่ตลกไหมครับวันนี้พวกสนับสนุนทักษิณเรียกฝ่ายตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตย แล้วเรียกฝ่ายตรงข้ามทักษิณว่าฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตย ซึ่งสะท้อนถึงระบบคิดของพวกเขาอย่างยิ่ง
        สิ่งที่พวกแนวร่วมและฝ่ายสนับสนุนทักษิณอ้างความเป็นประชาธิปไตยได้อย่างเดียวคือ พวกกูมาจากการเลือกตั้ง ราวกับเข้าใจว่าเนื้อหาของประชาธิปไตยมีอยู่แค่นั้น
       
        แต่ถามว่า คนเสื้อแดงที่สนับสนุนทักษิณนั้นผิดไหม ส่วนตัวผมคิดว่าก็เป็นสิทธิเสรีภาพนะครับ คนที่สนับสนุนระบอบสาธารณรัฐก็เป็นสิทธิเสรีภาพเช่นเดียวกันแต่ถามว่ากรณีหลังนี้ผิดไหมสำหรับประเทศของเราผิดแน่ครับเพราะเราเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ประมุข ใครอยากเปลี่ยนระบอบก็จะกลายเป็นกบฎทันที
       
        วันที่เรามีความแตกแยกทางการเมืองจนประชาชนแบ่งเป็น2ขั้วเหลืองแดงนั้น ไม่มีใครปฏิเสธหรอกว่าคนเสื้อเหลืองนั้นมีจุดยืนชัดเจนว่าไม่เอาระบอบทักษิณและสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
       
        แต่ผมมักได้ยินเพื่อนๆ ของผมที่เป็นคนเสื้อแดงเป็นแนวร่วมของทักษิณทั้งทางตรงและทางอ้อมมักจะดูถูกเหยียดหยามฝ่ายที่ไม่เอาทักษิณว่าสนับสนุนเผด็จการ บางคนประกาศว่าจะไม่คบกับเพื่อนที่เคยคบกันมาแต่วันนี้ยืนอยู่ตรงข้ามกับตัวเอง ซึ่งสะท้อนว่าพวกเขานั่นแหละที่ไม่เข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย
       
        คนที่ต่อต้านทักษิณส่วนหนึ่งถูกกล่าวหาว่าออกบัตรเชิญทหารเข้ามายึดอำนาจ ทั้งที่จริงๆ แล้วทหารเป็นเพียงทางออกเดียวที่เหลืออยู่ในการต่อสู้กับรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรมและดื้อแพ่ง เป็นทางออกเดียวที่ป้องกันชีวิตของตัวเองจากกองกำลังเถื่อนที่เป็นแนวร่วมของฝ่ายระบอบทักษิณเข้ามาซุ่มยิงทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ถ้าไม่มีการใช้อาวุธสงครามมายิงข้ออ้างในการรัฐประหารก็ไม่มี และประชาชนก็พร้อมจะต่อสู้กับรัฐบาลที่ฉ้อฉลด้วยสองมือและเท้าอยู่แล้ว
       
        การอ้างว่าสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้นแท้จริงแล้วเป็นเพียงข้ออ้างบังหน้าการสู้เพื่อทักษิณเท่านั้นเอง การผลิตวาทกรรมทางชนชั้นเพื่อหลอกคนชั้นล่างให้มาต่อสู้เพื่อหลอกให้เขาเป็นบังเกอร์ต่อสู้กับรัฐด้วยอาวุธปืนนั้นเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมอำมหิตเสียยิ่งกว่า เพราะแท้จริงแล้วสังคมไทยไม่ได้เป็นที่ปิดกั้นทางชนชั้น แม้จะยอมรับว่ายังมีความไม่เท่าเทียมอีกมากในสังคมไทยที่จะต้องช่วยกันแก้ไขแต่การสู้เพื่อทักษิณก็ไม่อาจเป็นการสู้เพื่อความเท่าเทียมไปได้
       
        ผมคิดว่า คนที่ร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯนั้นก็รู้อยู่แล้วว่าเป้าหมายที่เข้าร่วมชุมนุมนั้นเป็นการต่อสู้เพื่อประเทศชาติไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์แห่งตน อย่างไรก็ตามเมื่อศาลชี้ชัดออกมาหลายครั้งเช่นนี้ก็เป็นสิ่งที่คนที่เคยร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯภาคภูมิใจได้ว่า เราได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องร่วมกันครั้งหนึ่งในชีวิตแล้ว
       
        สำหรับคนเสื้อแดงแม้จะเป็นสิทธิเสรีภาพในการเลือกยืนแต่บอกให้ได้สิว่า การชุมนุมของพวกตัวเองนั้นมิได้เน้นเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นเฉพาะ อีกทั้งยังไม่ปรากฎพฤติกรรมรุนแรงที่ประทุษร้ายต่อบุคคล
       
       ติดตามผู้เขียนที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan
       
       


จำนวนคนโหวต 3 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017